<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>I am Ekapol &#187; Visa</title>
	<atom:link href="http://iam.ekapol.com/tag/visa/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://iam.ekapol.com</link>
	<description>New Yorker</description>
	<lastBuildDate>Wed, 19 Oct 2011 08:12:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 09:27:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Visa]]></category>
		<category><![CDATA[ขอวีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่าเมกา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[เอเจนซี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=461</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า</strong></p>
<p>การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ<span id="more-461"></span></p>
<p>หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสำคัญไม่น้อยเลยก็คือ ความมั่นใจครับ ถ้าทุกอย่างพร้อมแต่ตอบคำถามแบบไม่มั่นใจ ก็อาจจะแห้วจากวี่ซ่าได้นะครับ</p>
<p>มาถึงวันที่ผมต้องไปสัมภาษณ์วีซ่าครับ บอกตรงๆ ว่าคืนก่อนไปสัมภาษณ์นั้นผมนอนแทบไม่หลับเลยครับ ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล คิดในใจถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่านนี่จะทำไงต่อดีหว่า สิ่งที่เตรียมตัวมาทั้งหมดจะทำยังไงดี แล้วความฝันของผมหล่ะจะทำไงดี เฮ่อยิ่งคิดยิ่งกังวล เอาแหละถึงไหนถึงกัน ผ่านก็ผ่านไม่ผ่านก็ค่อยว่ากันใหม่ หมดเวลลาคิดมากแล้วเรา ตื่นแต่เช้าไปถึงสถานทูต 8 โมงเช้า โอ้โห คนรอสัมภาษณ์กันยาวเยียดเลยครับ ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น ไว้พระแล้วก็ไหว้อีกไม่รู้จักกี่รอบ เหลือบมองไปข้างหน้า เอ๊ะ!! ใครยื่นอยู่หน้าเราหว่าคุ้นๆ แฮะ อ่าวดาราสาวนี่หว่าที่ยืนอยู่ข้างหน้าเรา ตอนนั้นเค้ากำลังดังเลยครับ (ขอไม่เอ่ยชื่อนะครับ คิดว่าหลายๆ คนรู้จักแน่นอนครับ) แต่ตอนนั้นไม่มีอารมณ์บ้าดาราครับ ในสมองมีแค่เรื่องสอบๆ ดาราส่วนดาราครับ ชีวิตผมตอนนั้นสำคัญกว่าดาราซะอีกครับ ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยว่ากัน</p>
<p>ตลอดช่วงเวลาที่เตรียมเอกสารก่อนเข้าไปนั่งรอสัมภาษณ์นั้น คิวของผมก็อยู่หลังดาราคนนี้ตลอดครับ ผมได้บัตรคิวที่ 215 ครับ ดาราคนนี้น่าจะได้เบอร์ก่อนผมแน่นอน ผมเดินเข้าไปนั่งรอในห้องสัมภาษณ์แถวรองสุดท้ายครับ ส่วนดาราคนนั้นนั่งเยื้องๆ อยู่ข้างหลังผม คนประกาศเรียกเบอร์ข้ามไปข้ามมานานมาครับ พอจะถึงเบอร์ผม ก็กระโดดไปที่เบอร์ 300 กว่าๆ ไรงี้ครับ ผมใช้เวลานั่งรอนานมาก ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงน่าจะได้ จะบ้าตายคนกำลังเครียดต้องมานั่งรอเวลาขึ้นเขียงอีก เป็นช่วงเวลาที่ทรมาณมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ คนประกาศเรียกเบอร์รอบๆ ผมหมดเกลี้ยงเลยครับ เหลือแต่เบอร์ 213 กับเบอร์ 215 หันไปมองที่ดาราคนนั้น คิดว่าเค้าน่าจะได้เบอร์ 213 นี่แหละครับ แต่ก็ไม่ชัวว์ว่าเค้าจะได้เบอร์ 213 จริงหรือเปล่านะครับ</p>
<p>สักพักผ่านไป เค้าประกาศเรียกเบอร์ 213 ครั้งที่ 1 เงียบครับไม่มีคนลุก หันไปยังจุดเป้าหมายที่ดาราคนนั้น อ่าวหลับอยู่นี่นา เรียก 213 ครั้งที่ 2 ยังนิ่งอยู่อีกท่าทางจะฝันดีแฮะ คิดในใจถ้าเรียกอีกทีแล้วไม่ลุกจะเดินไปปลุกและ เพราะคงเป็นเบอร์ของเค้าชัวว์ๆ เรียก 213 ครั้งที่ 3 ผมรีบลุกเดินไปปลุกเธอเลยครับ แต่ดันเดินไปชนเก้าอีกตัวอื่นเสียงดังจนเธอตื่นเอง แล้วเธอหันมามองหน้าผมแบบค้อนๆ คงคิดในใจ ทำไรเสียงดังรบกวนคนจะหลับจะนอน ทันไดนั้นเสียงประกาศเรียก 215 ก็ดังขึ้น เบอร์ผมนี่หว่า ไม่ทันและ ผมต้องไปขึ้นเขียงแล้ว ขอแซงคิวหน่อยแล้วกันนะ</p>
<p>ผมเข้าไปที่ช่องสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ แล้วคนสัมภาษณ์ก็ทักทายผมเป็นภาษาอังกฤษครับ คำถามก็ไม่มีอะไรมาครับ แปลเป็นไทยได้ว่า จะไปทำอะไร ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จะไปกี่นาน มีใครรู้จักบ้างป่าว ผมก็ตอบกลับไปเป็นภาษาอังกฤษตามได้ที่เตรียมตัวมาคร่าวๆ ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจ ตาไม่ว๊อกแว๊กครับ โอเคขอโชคดีนะครับ เค้าบอกผมเป็นภาษาไทยกลับมา ยืนงงอยู่แปบนึง เค้าหมายถึงว่าเราผ่านใช่มั่ยเนี่ย ปั้มลายมือตรงนี้นะ ตื่นเต้นมากครับ เค้าให้ทำอะไรก็ทำหมด จนลืมถามไปว่าได้กี่ปี พูดได้แต่ Thank you!! แล้วก็ Thank you!! ครับ ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากออก เย้เราทำได้แล้ว</p>
<p>หันมากลับข้างหลังเจอดาราคนนั้นมายืนขอคิวคืนอยู่ ผมหันไปแซวเธอว่า ท่าหลับเมื่อกี้อะ เรารับไม่ได้จริงๆ เธอหันมายื้มแฮะๆ แบบจ๋อยๆ นาทีนั้นผมบอกได้เลยครับว่า ถ้าเธอไม่นั่งหลับในวันนั้น ผมอาจจะไม่ได้มาเมกาในวันนี้ก็ได้ครับ เพราะตลอดเวลาที่ผมนั่งรอนั้นผมกังวลแบบสุดๆ ครับ ช่วง 1 นาที่ก่อนผมสัมภาษณ์ ผมเจอสถานะการณ์แบบนั้น ความกังวลและความตื่นเต้นของผมไม่รู้มันหายไปไหนหมดครับตอนนั้น เพราะผมเองมัวแต่ไปกังวลเรื่องปลุกเธอให้ตื่นแทนอยู่ครับ เห็นเธอตื่นก็อดขำไม่ได้ เพราะมันตลกมากๆ ทำให้ตอนที่ผมสัมภาษณ์นั้น ผมตอบคำถามด้วยคนตอบคำถามแบบอารมณ์ดี มั่นใจ ไม่กังวล และหนักแน่น ยังไงผมขอขอบคุณดาราคนนั้นครั้งนะครับ</p>
<p>สัมภาษณ์เสร็จออกมา ผมก็ยืนคุยกับดาราคนนั้นประมาณ 10 นาทีได้ครับ แล้วก็แยกย้ายกันครับ หลังจากนั้น ผมกระหน่ำโทรไปบอกที่บ้าน บอกพ่อ บอกแม่ บอกเพื่อนสนิทของผมใหญ่เลยครับ ว่าผมได้ไปเมกาแล้ว มันเป็นความสุขครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งนึงในชีวิตของผม ที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลยครับ ความเหนื่อยทั้งหมดหายไปเกลี้ยงไปเลยครับ สรุปผมได้วีซ่ามา 5 ปีครับ และสิ่งที่ผมคอยบอกกับตัวเองเสมอ ในช่วงที่ผมเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าอยู่นั้นคือ<strong> ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมขอบอกให้โลกรู้ว่า ผมมีพลัง ผมจริงใจ ผมหนักแน่น และฝันของผมมันอยู่ที่ New York City ครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 May 2010 09:12:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[AFS]]></category>
		<category><![CDATA[Go Inter]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Visa]]></category>
		<category><![CDATA[Work & Travel]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=419</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ผมตั้งเป้าหมายกับชีวิตได้ว่า ผมจะต้องไปยืนบนจุดที่สูงสุด เพื่อให้ผมได้เห็นชีวิตที่มีความแตกต่างกันในทุกๆ ระดับ และเพื่อให้ผมสามารถที่จะยืนบนทุกๆ ส่วนของโลกใบนี้ได้ การเริ่มต้นฝันฝ่าเพื่อให้ผมได้เป็น New Yorker ก็ถึงเวลาเริ่มต้นขึ้น ตอนที่ผมคิดเรื่องนี้ผมเป็นช่วงเวลาที่ผม กำลังเรียนอยู่ปีสี่ ตอนนั้นก็แอบคิดเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับว่า ทำไมผมไม่มา Work &#38; Travel ที่ New York ก่อนหน้านี้ เพราะถ้าผมขอ Visa มา Work &#38; Travel ตอนเรียนปีสี่ คงจะไม่มีใครให้ผมแน่ๆ หรือได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะผมไม่มีพันธะผูกพันธ์ที่จะกลับเมืองไทยเพื่อเรียนต่อนั่นเอง มาคิดตอนนี้ก็คงจะสายไป สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ มีทางอื่นอีกมั้ย ที่จะทำให้เราได้ไปตามฝัน ผมก็พยายามเปิดเว็บไซต์ หาข้อมูลถาม โทรถามเพื่อนที่เคยมาโครงการแลกเปลี่ยนหรือ AFS ที่เมกา ถามเพื่อนที่เคยมา Work &#38; Travel พยายามอยู่พักใหญ่ครับ เพราะตั้งใจว่าจบปีสี่จะไปเลย ได้ข้อมูลมามากมาย แต่พอเริ่มเอาเรื่องนี้ไปคุยกับที่บ้าน ความฝันก็จบสลาย ซะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย สิ่งแรกที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยก็คือ ความกลัวครับ เพราะครอบครับของผมและญาติๆ ไม่เคยมีใครที่ออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือออกไปเที่ยวต่างประเทศเลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ผมตั้งเป้าหมายกับชีวิตได้ว่า ผมจะต้องไปยืนบนจุดที่สูงสุด เพื่อให้ผมได้เห็นชีวิตที่มีความแตกต่างกันในทุกๆ ระดับ และเพื่อให้ผมสามารถที่จะยืนบนทุกๆ ส่วนของโลกใบนี้ได้ การเริ่มต้นฝันฝ่าเพื่อให้ผมได้เป็น New Yorker ก็ถึงเวลาเริ่มต้นขึ้น</p>
<p>ตอนที่ผมคิดเรื่องนี้ผมเป็นช่วงเวลาที่ผม กำลังเรียนอยู่ปีสี่ ตอนนั้นก็แอบคิดเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับว่า ทำไมผมไม่มา Work &amp; Travel ที่ New York ก่อนหน้านี้ เพราะถ้าผมขอ Visa มา Work &amp; Travel ตอนเรียนปีสี่ คงจะไม่มีใครให้ผมแน่ๆ หรือได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะผมไม่มีพันธะผูกพันธ์ที่จะกลับเมืองไทยเพื่อเรียนต่อนั่นเอง มาคิดตอนนี้ก็คงจะสายไป สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ มีทางอื่นอีกมั้ย ที่จะทำให้เราได้ไปตามฝัน ผมก็พยายามเปิดเว็บไซต์ หาข้อมูลถาม โทรถามเพื่อนที่เคยมาโครงการแลกเปลี่ยนหรือ AFS ที่เมกา ถามเพื่อนที่เคยมา Work &amp; Travel พยายามอยู่พักใหญ่ครับ เพราะตั้งใจว่าจบปีสี่จะไปเลย ได้ข้อมูลมามากมาย แต่พอเริ่มเอาเรื่องนี้ไปคุยกับที่บ้าน ความฝันก็จบสลาย ซะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย<span id="more-419"></span></p>
<p>สิ่งแรกที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยก็คือ ความกลัวครับ เพราะครอบครับของผมและญาติๆ ไม่เคยมีใครที่ออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือออกไปเที่ยวต่างประเทศเลย เอาเป็นว่าไม่มีใครเคยนั่งเครื่องบิน ก่อนหน้าที่ผมเริ่มคุยเรื่องนี้กับที่บ้านเลยดีกว่าครับ ก็แน่นอนครับครอบครับคนทำไร่ทำสวน แค่ประเทศไทยยังไปไม่ทั่วเลย ต่างประเทศไม่ต้องพูดถึงครับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่บ้านกลัวก็คือ ที่บ้านไม่รู้ว่าเมืองนอกเป็นยังไง ค่าใช้จ่ายเป็นยังไง จะไปอยู่กับใคร จะติดต่อเราได้ยังไง ทุกอย่างคือสิ่งที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วย ที่ผมจะไปต่างประเทศในตอนนั้น แต่ยังดีที่ที่บ้านของผมยังไม่ได้ปฎิเสธว่าห้ามไป แต่ไม่เห็นด้วยเท่านั้นเองครับ เหมือนกับว่าตอนนั้นผมกำลังใช้ความคิดที่เป็นเด็กของผม สร้างความฝันให้ตัวเองเป็นจริงโดยไม่ถามใคร ความรู้สึกตรงนั้นถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็เหมือนกับ วันดีคืนดีรัฐบาลจะมาขอสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แถวบ้านของคุณ คุณก็คงจะไม่ตอบทันดีทันใดแน่นอนหรอกครับว่า สร้างตรงไหนก็ได้ตามสบายเลย แน่นอนครับคงต้องได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในหมู่บ้านก่อนเป็นแน่ถึงจะตั้ง โรงไฟฟ้าได้</p>
<p>ผมกลับมานั่งคิดใหม่อีกรอบว่าจะทำยังไงดี ผมไม่ควรที่จะคิดเองแล้วเออเองคนเดียว ผมควรที่จะเตรียมตัวของผมให้พร้อมมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ผมคิดเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ชีวิตผมช่วงนั้นผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ช่วงชีวิตที่จะได้ Go Inter เป็นแน่ เพราะขนาดไปดูดวงเค้ายังบอกผมเลยว่า ถ้าจะไปต่างประเทศคงจะต้องใช้ความพยายาม มากถึงมากที่สุด พยายามแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือไม่ ผมกลับมาคิดให้เวลากับตัวเองอีกครั้งเปลี่ยนแผนใหม่ เอาแหละงั้นเราทำงานเก็บเงินก่อนดีว่า ให้เราได้เรียนรู้ชีวิตการทำงานก่อน ให้เราเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ก่อน อีกสองปีผมจะกลับมาสร้างความฝันของผมใหม่ ผมจะไปด้วยตัวของผมเองและด้วยเงินของผมเอง และภายในสองปีนี้แหละที่ผมจะต้องทำให้ครอบครัวของผมเข้าใจ และยอมรับกับการที่ผมจะมาเรียนรู้โลกภายนอกให้ได้</p>
<p><strong>เอาแหละ 2 ปี ก็ 2 ปี คงไม่นานเกินไป ถึงเวลานั้นชีวิตของผมจะต้องยืน อยู่บนเส้นทางของ New Yorker ให้ได้</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

