<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>I am Ekapol &#187; NYC</title>
	<atom:link href="http://iam.ekapol.com/tag/nyc/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://iam.ekapol.com</link>
	<description>New Yorker</description>
	<lastBuildDate>Wed, 19 Oct 2011 08:12:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 07:43:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : บินแรกของผม ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : บินแรกของผม</strong></p>
<p>ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ</p>
<p>โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ<span id="more-500"></span></p>
<p>คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! ใครอยู่หลังเราว่า อ่าว!! แอบมีคนไทยมาต่อหลังเราด้วย แต่ว่าพวกเค้าจะไปไหนกันนะ ทำความรู้จักซะหน่อยดีกว่าเรา ได้ความมาว่าจะไปรัฐ New Jersey ที่ติดอยู่กับ New York ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่า New Jersey มันคืออะไรอยู่แถวไหน แต่ว่าพวกผมต้องไปลงที่สนามบิน JFK ก่อน ได้ยินแค่ JFK เท่านั้นแหละครับ จริงหรอไอ้น้อง พี่ก็ไปลงที่ JFK เหมือนกัน โอ้ยดีเลยน้อง พี่เพิ่งไปครั้งแรกยังไงตามๆ กันไปก็แล้วนะ โอเคครับพี่!! เฮ่อเรา เริ่มแสดงความเปิ่นต้องแต่ยังไม่บินเลยนะเรา</p>
<p>ตอนตรวจกระเป๋าได้แต่ นั่งลุ้นอยู่ครับว่าจะผ่านหรือเปล่า ไม่ได้กลัวน้ำหนักเกินหรอกครับ กลัวไอ้เจ้ากะทะขนมครกในกระเป๋าต่างหากครับ กลัวมันจะก่อเรื่องให้ตรวจกระเป๋าไม่ผ่านนั่นเองครับ พวกของเหลวผมก็ใส่ไปในกระเป๋า 2 ใบนั้นหมดครับ ไม่ได้เอาขึ้นเครื่องครับ ผมลืมเอากระเป๋าไปใส่ของจำเป็นเล็กๆ พวกติดตัวมาด้วยครับ อาที่ไปส่งผมเลยถอดกระเป๋าแม่ที่ค้าแบบที่เค้าใช้กันตามตลาดสด ให้ผมผูกติดตัวไว้ใส่เงินและเอกสารจำเป็นพวก ปากกา Passport , Visa, I-20 และใบ Boarding Pass ไว้ จะได้ไม่ต้องลุกไปหยิบในช่องเก็บของบนเครื่องครับ ผมว่ามันอะไรที่จำเป็นดีนะครับ</p>
<p>ผ่านไปอย่างเรียบร้อยสำหรับการตรวจ กระเป๋า ช่วงที่รอเวลาขึ้นเครื่องก็เลยเดินไปแลกเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเจ็บใจเอามากๆ เพราะค่าเงินดอลล่าร์ที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่าที่ผมไปแลกมาซะอีก เจ็บใจๆ ประมาณตี 1 โอเค ล่ำลาพ่อแม่และญาติๆ ที่มาส่ง กอดพ่อแม่คนละทีก่อนไป แล้วเจอกันปีหน้าครับไม่ต้องเป็นห่วง เดินเข้าไปในสนามบินผ่านด่านตรวจคน ถ่ายรูปซะหน่อย หล่อป่าวไม่รู้ เดินต่อเข้าไปข้างใน ผมนี่ก็บ้านนอกจริงๆ ครับ เพิ่งรู้ว่าข้างในสนามบินมันเป็นร้านขายของหรูๆ เยอะแยะมากมาย ก็ตอนนั้นเองครับ</p>
<p>เดินไปตามทางจนถึงจุดที่นั่งรอขึ้นเครื่องอีก ตั้ง 1 ชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก มีทีวีข่าวภาษาอังกฤษเปิดอยู่ ตอนนั้นฟังไม่ออกหรอกครับ นั่งดูแก้เซ้งไปงั้นแหละครับ ได้แต่คิดว่ากลับมาจะต้องฟังให้ออก นั่งเบื่อๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาเดินขึ้นเครื่อง โชคดีครับได้นั่งติดหน้าต่างพอดี อยากมองท้องฟ้าเมืองไทยมานานแล้ว กับตันเดินมาตรวจผู้โดยสารว่ารัดเข็มขัดพร้อมออกแล้วยัง ได้เวลาเครื่องออก สำหรับคนที่นั่งเครื่องครั้งแรก ตอนที่เครื่องพุ่งขึ้นจากพื้นมันเป็นอะไรตื่นเต้นและน่าสนุกมากๆ ครับ ยังแอบจำความรู้สึกนั้นได้ครับ</p>
<p>ว้าวววว ท้องฟ้าเมืองไทยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง แสงไฟสว่างสวยงามเต็มไปหมด นั่งมองท้องฟ้าเมืองไทยจนลับตาผม แย่แล้วสิของผมของกินมาแล้ว กินก่อนๆ อร่อยมากๆ ครับเพราะตอนนั่งรอแอบหิวเอามากๆ หลังจากนั้นก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็สนามบินคูเวตเลยครับ แน่นอนครับลงจากเครื่องก็มองๆ คนไทยที่เจอก่อนขึ้นเครื่อง ไปไหนกันขอผมตามไปด้วย เดินไปก็เจอคนไทยรวมประมาณ 5-6 คนได้ มีเพื่อนแล้วเรา นั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ครับแอบเบื่อนิดหน่อย นิวน้ำก็หิวแต่ไม่กล้าซื้อไรเพราะซื้อไม่เป็น อดใจรอไปดื่มน้ำบนเครื่องดีกว่าเรา</p>
<p>บินต่ออีกทีไปเปลี่ยนเครื่องที่ London ครับ รอบนี้เริ่มเมื่อยแล้วครับนั่งมานานแสนนานครับ โอเคเดินไปด่านตรวจคนอีกรอบในสนามบิน London เดินผ่านเครื่องตรวจ ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ผ่านครับ ตายแล้วเราเกิดไรขึ้นเนี่ย เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเข็มขัดออกเครื่องก็ยังร้อง ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ยอมหยุด เฮ่อจะรอดมั้ยเนี่ยเรา บอกให้ผมควักของในกระเป๋ากางเกงออกมาชูขึ้น มันเป็นเงินสดแบงค์ 100 ดอลล่าร์เป็นปึกครับ ทุกคนหัดมาทางผมหมดเลย ไม่ได้มองผมนะครับ เค้ามองเงินสดที่ผมถืออยู่ในมือนี่แหละครับ เพราะคงไม่มีใครกล้าถือเงินสดเป็นปึก แบบนั้นใส่กระเป๋ากางเกงมาหรอกครับ สุดท้ายก็มาเจอเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้เครื่องร้องไม่หยุดจนได้ มันคือสายสร้อยพระคล้องคอจากวัดที่ผมไปกราบไหว้มานั่นเอง เล่นเอาซะผมตกใจหมดเลยครับ</p>
<p>หลักจากเปลี่ยนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาบินต่อมายังนิวยอร์คครับ วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกค่อนข้างหนักทีเดียวครับ ผมมองออกไปข้างนอกไม่เห็นอะไรเลยครับ รวมเวลาที่เดินทางทั้งหมดก็ประมาณ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดีครับ เครื่องใกล้ลงแล้ว ใกล้ถึงแล้วสินะ ครึดดดดด ครึดดดดด <strong>ทันทีที่ล้อเครื่อง</strong><strong>ลง</strong><strong>แตะพื้น โลกของความฝันของผมก็จบลง ถึงแล้วสินะโลกแห่งความจริง กับโลกใบใหม่ของผมที่ New York City : The City Of My Life</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 7)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2010 08:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Central World]]></category>
		<category><![CDATA[Google Map]]></category>
		<category><![CDATA[Google Street]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[บัตรเคดิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=482</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : พร้อมบิน ช่วงที่ผมเตรียมพร้อมเรื่องกระเป๋าอยู่ นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการไปแลกเงินครับ จะไปได้ยังไงถ้าไม่มีเงินติดตัวไป ผมจัดแจงหาแหล่งแลกเงินที่ถูกที่สุด เพื่อให้ได้เงินดอลล่าร์มาให้มากที่สุดครับ ผมใช้บริการแลกเงินแหล่งหนึ่งตรงข้ามกับ Central World ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนที่เคยแลกเงินบ่อยๆ น่าจะรู้จักกันนะครับ เพราะถ้าผมไปแลกที่ธนาคารจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างแพงกว่า อีกอย่างไม่ใช่ธนาคารทุกสาขาที่สามารถแลกเงินได้ครับ จำได้ว่าธนาคารต่างจังหวัดแถวบ้านผม ไม่มีบริการให้แลกเงินต่างประเทศ ซึ่งก็ทำให้ผมงงมากอยู่เหมือนกัน ทำไมถึงแลกไม่ได้หว่า ผมเอาเงินที่ ผมเตรียมไว้ทั้งหมดไปแลกครับ จำได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 35.10 บาทต่อดอลล่าห์ครับ และเป็นที่น่าเจ็บใจมากครับเพราะวันที่ผมบินไป อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่า ที่ผมไปแลกมาซะอีก โอ้ยจะบ้าตายเงินหายไป 100 กว่าดอลล่าห์ได้ อุส่าไปแลกตั้งไกล สาเหตุที่ผมแลกเงินไปทั้งหมด เพราะเพื่อนผมบอกให้ผมพกเงินสดใส่ประเป๋าไปเลย โอ้ยแอบเสียวเหมือนกันนะเนี่ย เกิดมายังไม่เคยพกเงินสดเยอะๆ ขนาดนั้นเลย โอเค สดก็สดวัดใจกันไปเลย สิ่งต่อมาที่ผมไปทำก็คือ ผมไปอำเภอเปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะฝรั่งอ่านไทยไม่ออก ได้บัตรประชาชนใบใหม่เป็นภาษาอังกฤษปนไทยดูเก๋ดีครับ ที่สำคัญผมได้ถ่ายรูปใหม่แทนใบเก่าที่ดูไม่ค่อยดีซะเท่าไหร่ด้วยครับ ก็ไม่ยุ่งยากนะครับตอนไปขอเปลี่ยนยืนบัตรใบเก่าไปได้บัตรใหม่ภายใน 10 นาที ค่าทำเนียม 30 บาทเองครับ บัตรใบนี้มีประโยชน์สำหรับผมมาก ตอนไปซื้อเหล้าซื้อเบียร์ และที่สำคัญตอนเข้าผลับเข้าบาร์ครับ อีกอย่างมันดีมากตอนที่เราใช้บัตรเคดิตรูดซื้อของครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : พร้อมบิน</strong></p>
<p>ช่วงที่ผมเตรียมพร้อมเรื่องกระเป๋าอยู่ นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการไปแลกเงินครับ จะไปได้ยังไงถ้าไม่มีเงินติดตัวไป ผมจัดแจงหาแหล่งแลกเงินที่ถูกที่สุด เพื่อให้ได้เงินดอลล่าร์มาให้มากที่สุดครับ ผมใช้บริการแลกเงินแหล่งหนึ่งตรงข้ามกับ Central World ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนที่เคยแลกเงินบ่อยๆ น่าจะรู้จักกันนะครับ เพราะถ้าผมไปแลกที่ธนาคารจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างแพงกว่า อีกอย่างไม่ใช่ธนาคารทุกสาขาที่สามารถแลกเงินได้ครับ จำได้ว่าธนาคารต่างจังหวัดแถวบ้านผม ไม่มีบริการให้แลกเงินต่างประเทศ ซึ่งก็ทำให้ผมงงมากอยู่เหมือนกัน ทำไมถึงแลกไม่ได้หว่า</p>
<p>ผมเอาเงินที่ ผมเตรียมไว้ทั้งหมดไปแลกครับ จำได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 35.10 บาทต่อดอลล่าห์ครับ และเป็นที่น่าเจ็บใจมากครับเพราะวันที่ผมบินไป อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่า ที่ผมไปแลกมาซะอีก โอ้ยจะบ้าตายเงินหายไป 100 กว่าดอลล่าห์ได้ อุส่าไปแลกตั้งไกล สาเหตุที่ผมแลกเงินไปทั้งหมด เพราะเพื่อนผมบอกให้ผมพกเงินสดใส่ประเป๋าไปเลย โอ้ยแอบเสียวเหมือนกันนะเนี่ย เกิดมายังไม่เคยพกเงินสดเยอะๆ ขนาดนั้นเลย โอเค สดก็สดวัดใจกันไปเลย<span id="more-482"></span></p>
<p>สิ่งต่อมาที่ผมไปทำก็คือ ผมไปอำเภอเปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะฝรั่งอ่านไทยไม่ออก ได้บัตรประชาชนใบใหม่เป็นภาษาอังกฤษปนไทยดูเก๋ดีครับ ที่สำคัญผมได้ถ่ายรูปใหม่แทนใบเก่าที่ดูไม่ค่อยดีซะเท่าไหร่ด้วยครับ ก็ไม่ยุ่งยากนะครับตอนไปขอเปลี่ยนยืนบัตรใบเก่าไปได้บัตรใหม่ภายใน 10 นาที ค่าทำเนียม 30 บาทเองครับ บัตรใบนี้มีประโยชน์สำหรับผมมาก ตอนไปซื้อเหล้าซื้อเบียร์ และที่สำคัญตอนเข้าผลับเข้าบาร์ครับ อีกอย่างมันดีมากตอนที่เราใช้บัตรเคดิตรูดซื้อของครับ มันช่วยยืนยันได้ว่าผมเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ เพราะบัตรเคดิตของผมไม่มีรูปถ่ายติดไว้นั่นเอง ผมไม่ลืมที่จะไปถ่ายเอกสาร Passport และ Visa พกติดประเป๋าตั้งเอาไว้ด้วยครับ เพราะเล่มจริงมันใหญ่ไปอะครับพกไปไหนมาไหนลำบากครับ ยิ่งถ้าถือไปแล้วทำหายจะยิ่งวุ่นวายกันใหญ่ครับ แหมเตรียมพร้อมจริงๆ เลยนะคุณเอกพล</p>
<p>จะไปจากนานก็เลยไปล่ำลาญาติพี่น้อง แถวๆ บ้านซะหน่อย แล้วก็แวะไปไหว้พระที่วัดแถวบ้าน ให้ช่วยกำจัดความชั่วร้ายออกจากตัวก่อนไปเมกา อันนี้คงต้องใช้พระทั้งวัดเลยมั้งครับถึงจะเอาออกหมด ไว้พระให้พระคุ้มครองซะหน่อยชีวิตจะได้ปลอดภัย กลับมาได้สร้อยมาเส้นหนึ่งสวมคอก่อนมากครับ จำไม่ได้ว่าหลวงพ่อไรครับ แต่ดีมากครับช่วยให้ผมอยู่อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>เนื่องจากพ่อผมเป็นห่วงกับการเดินทางต่างแดนครั้งแรกของผมมากครับ ผมให้เบอร์เพื่อนสมัย ม.ปลาย ที่ผมจะมาอยู่ด้วยในต่างแดนกับพ่อไว้ เข้า Google Map หาแผนที่ที่พัก แถมเข้า Google Street หารูปบ้านที่จะไปอยู่ให้ด้วย ปริ้นให้พ่อเก็บไว้ด้วยครับ ก็แอบ งง งง ตัวเองเหมือนกันครับ ไม่รู้จะปริ้นไปทำไม ปริ้นไปก็ไม่ได้ช่วยให้พ่อบ้านติดตามเราได้เลยสักนิด แต่เพื่อให้พ่อสบายใจก็ทำไปซะอย่าเรื่องมากครับ</p>
<p>คืนสุดท้ายแอบนอนไม่ หลับอยู่เหมือนกันครับ จะให้ทำไงได้หล่ะครับ คนมันตื่นเต้นหนิครับ พรุ่งนี้ผมจะบินแล้ว เย้ๆ กว่าจะหลับลงเกือบไม่ได้นอนแหนะ หลังจากตื่นนอนขึ้นมาชีวิตก็เริ่มต้นด้วยความพร้อมครับ ทุกอย่างพร้อมแล้ว โอเคงั้นเข้าเน็ตนัดกับเพื่อนที่จะไปอยู่ด้วยก่อนดีกว่า ว่าจะไปเจอกันตรงส่วนไหนของสนามบิน JFK ดี เออพร้อมแล้วเพื่อน หรอหรอโอเคนายเยี่ยมมาก อยู่ๆ ก็มีข้อความที่ทำให้ผมต้องตื่นเต้นก่อนบินมากจากเพื่อนผมมาว่า เออหนึ่งนายอยู่เมืองนอกคนเดียวได้เปล่า เราคงต้องกับไทยแล้ว ผมแอบนิ่งไปแปบนึงครับ เพราะผมไม่รู้จักใครเลยนอกจากเพื่อนคนนี้ และที่บ้านผมก็รู้สึกอุ่นใจที่ผมมาอยู่เมืองนอกกับเพื่อน เพราะมีไรจะได้ช่วยกันได้ ทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้นะจะได้มีเวลาเตรียมใจบ้าง ดันมาบอกตอนที่กำลังจะบินในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใครที่บ้านฟังเลย เพราะกลัวว่าที่บ้านจะยิ่งเป็นห่วงผมมากไปใหญ่ และสิ่งต่างที่วาดไว้ในหัวก่อนมานิวยอร์ค ว่าจะมีเพื่อนคนนี้คอยเป็นที่พึ่งให้ผมที่นั่น ได้ลอยหายไปหมดเลยครับ</p>
<p>ตอนนั้นผมบอกตรงๆ ผมตกใจอยู่เหมือนกันครับที่เจอคำถามแบบนั้นไปในวันที่ผมกำลังจะบิน ชีวิตของผมกว่าจะมาถึงวันวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผมไม่มีอะไรต้องคิด และไม่มีเวลาให้คิดอะไรแล้ว ผมตอบกลับไปว่า โอเคเพื่อนกลับมาได้เลย เราอยู่ได้ ถึงนายไม่อยู่ที่นิวยอร์ค ยังไงเราก็ต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว เพราะฉนั้นไม่ใช่ปัญหา อย่าลืมมารับเราที่สนามบินก็พอ เจอกันที่นิวยอร์คเพื่อน!! สายเลือดของการเอาตัวรอดของผมได้พุ่งขึ้นมาเต็มตัวนะตอนนั้น <strong>แค่กำลังจะบินความท้าทายในชีวิตของผมก็เริ่มขึ้นแล้วครับ ชีวิตในนิวยอร์คจะเป็นไงไม่สำคัญ มันสำคัญแค่ว่า ผมพร้อมบินแล้วครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 6)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jun 2010 08:41:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คอนแทคเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[เมกา]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองนอก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=474</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : เตรียมพร้อมไปนิวยอร์ค หลังจากวันที่ไปสัมภาษณ์ วีซ่าและผมรู้ว่าตัวเองได้บินไปเมกาแน่ๆ ผมมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 เดือนพอดีครับ ช่วง 15 วันแรกเป็นช่วงที่ผมต้องสะสางงานที่บริษัทให้เรียบร้อยครับ ช่วงนี้ผมยังพักอยู่กรุงเทพครับ เพื่อนผมที่อยู่ที่นิวยอร์ครีบโทรมาหาผมทันทีหลังจากที่ผมได้วีซ่า เพื่อนผมจะเป็นคนจัดการเรื่องที่พักในเมกาให้ เพราะจะย้ายมาพักอยู่ด้วยกันเป็นห้อง 2 คน และบอกให้ผมเตรียมตัวให้พร้อม  สิ่งแรกทีเพื่อนผมบอกให้เตรียมตัวก็คือ ไปเรียนทำขนมไทยซะจะได้มีช่องทางทำมาหากินที่เมกาได้ ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไงนึกภาพไม่ออกจริงๆ โอเคไปเรียนก็ได้เรา โปรแกรมเมอร์ อย่างผมทำอาหารไทยยังทำไม่เป็น แต่ต้องเข้าคอร์สทำขนมไทย ผมเองยังอดขำตัวเองไม่ได้เลยครับ นั่งหาข้อมูลคอร์สเรียนทำขนมไทยอยู่พักนึก ก็มาเจอของสวนดุสิตครับเป็นคอร์สสั้นๆ ครับ เรียน 2 วันเสาร์อาทิตย์ ราคา 3000 บาทครับ จ่ายตังไปเรียบร้อยและ เพื่อนโทรมาบอกว่าจดให้หมดนะ ถึงเมกาแล้วผมต้องไปสอนเพื่อนผมทำด้วยนะ โอเคผมจะพยายามนะเพื่อน วันเรียนผมตื่นไปเข้าห้องเรียนแต่เช้า ในห้องมีคนเรียนประมาณ 16-18 คนได้นะครับถ้าจำไม่ผิด ทุกคนมองผมเป็นสายตาเดียวกัน เพราะผมเป็นผู้ชายคนเดียวในห้อง คงแอบคิดในใจกันว่าผมเป็นชายแท้หรือเปล่า ทำไมถึงมาเรียนทำขนมไทย ขอย้ำครับ ผมเป็นชายแท้ยิ่งกว่าแท้ซะอีกครับผม อาหาร ที่ผมต้องเรียนมาอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 อย่างครับ ก็หัดทำวันละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : เตรียมพร้อมไปนิวยอร์ค</strong></p>
<p>หลังจากวันที่ไปสัมภาษณ์ วีซ่าและผมรู้ว่าตัวเองได้บินไปเมกาแน่ๆ ผมมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 เดือนพอดีครับ ช่วง 15 วันแรกเป็นช่วงที่ผมต้องสะสางงานที่บริษัทให้เรียบร้อยครับ ช่วงนี้ผมยังพักอยู่กรุงเทพครับ เพื่อนผมที่อยู่ที่นิวยอร์ครีบโทรมาหาผมทันทีหลังจากที่ผมได้วีซ่า เพื่อนผมจะเป็นคนจัดการเรื่องที่พักในเมกาให้ เพราะจะย้ายมาพักอยู่ด้วยกันเป็นห้อง 2 คน และบอกให้ผมเตรียมตัวให้พร้อม  สิ่งแรกทีเพื่อนผมบอกให้เตรียมตัวก็คือ ไปเรียนทำขนมไทยซะจะได้มีช่องทางทำมาหากินที่เมกาได้ ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไงนึกภาพไม่ออกจริงๆ โอเคไปเรียนก็ได้เรา</p>
<p>โปรแกรมเมอร์ อย่างผมทำอาหารไทยยังทำไม่เป็น แต่ต้องเข้าคอร์สทำขนมไทย ผมเองยังอดขำตัวเองไม่ได้เลยครับ นั่งหาข้อมูลคอร์สเรียนทำขนมไทยอยู่พักนึก ก็มาเจอของสวนดุสิตครับเป็นคอร์สสั้นๆ ครับ เรียน 2 วันเสาร์อาทิตย์ ราคา 3000 บาทครับ จ่ายตังไปเรียบร้อยและ เพื่อนโทรมาบอกว่าจดให้หมดนะ ถึงเมกาแล้วผมต้องไปสอนเพื่อนผมทำด้วยนะ โอเคผมจะพยายามนะเพื่อน วันเรียนผมตื่นไปเข้าห้องเรียนแต่เช้า ในห้องมีคนเรียนประมาณ 16-18 คนได้นะครับถ้าจำไม่ผิด ทุกคนมองผมเป็นสายตาเดียวกัน เพราะผมเป็นผู้ชายคนเดียวในห้อง คงแอบคิดในใจกันว่าผมเป็นชายแท้หรือเปล่า ทำไมถึงมาเรียนทำขนมไทย ขอย้ำครับ ผมเป็นชายแท้ยิ่งกว่าแท้ซะอีกครับผม<span id="more-474"></span></p>
<p>อาหาร ที่ผมต้องเรียนมาอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 อย่างครับ ก็หัดทำวันละ 4 อย่างครับ มี ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน ทองเอก ลูกชุบ ขนมชั้น และสุดท้ายจ่ามงกุฎครับ น่ากินทุกอันเลยครับ ส่วนใหญ่การทำมันก็จะคล้ายๆ กันนะครับผมว่า อีกอย่างผมว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ทำอยากจนเกินไปนะครับสนุกดีครับ ผมก็จดและลองทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอนครับ เพื่อนๆ ที่ทำขนมกลุ่มเดียวกับผมก็มีหลายคนที่จะกำลังจะมาเมืองนอกครับ กลุ่มผมก็เลยจะสนุกสนานเป็นพิเศษ ผมชอบนะที่ทำได้ขนมไทยมันสนุกมากๆ ครับขอบอก หลังจากนั้นผมก็เอาขนมไทยที่ผมทำไปแจกเพื่อนๆ ที่ทำงานกินกันอย่างเอร็ดอร่อยกันเลยครับ</p>
<p>ยังไม่จบเรื่องการทำขนม ครับ หลังจากเรียนทำขนมไทยจบไป อาทิตย์ถัดไปเพื่อนผมบังคับให้ผมไปสมัครเรียนทำเค้กต่ออีก โอ้โห จะให้ผมเรียนไปเปิดร้านเลยหรือไง ผมจะไปเมืองนอกเพื่อเรียนภาษานะครับคุณเพื่อน แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจไปเรียนทำขนมเค้ก และทำคุ๊กกี้จนได้ หมดไปอีก 3000 บาทครับ</p>
<p>หลังจากเรียนทำขนมและลาออกจากบริษัทเรียบร้อยแล้วผมมีเวลา อีก 15 วัน ที่จะอยู่กับครอบครัว และเตรียมตัวจัดกระเป๋าซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ผมสามารถเอากระเป๋าขึ้นเครื่องได้ 2 ใบน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 40 กิโลครับ ผมจัดแจงซื้อคอนแทคเลนส์มา 12 คู่เลยครับ สบู่ยาสะผม โฟมล้างหน้า มีดโกนหนวด ถุงเท้า ของจำเป็นส่วนตัวผมเตรียมยัดมาหมดเลยครับ กะว่าใช้ได้ 1 ปีพอดีจะได้ไม่ต้องซื้อที่เมืองนอก เพราะกลัวว่ามันจะแพงครับ โดนเพื่อนโทรมาว่าจะยัดใส่ไปทำไมของพวกนี้มาซื้อที่เมกาก็ได้ครับ แต่สิ่งที่เพื่อนผมให้เอาใส่กระเป๋าไปแทนคือ เตาแคะขนมครกครับ หนักประมาณ 4 กิโลได้ผมจะบ้าตายคนยิ่งกังวลว่าถ้าเอาอะไรแปลกๆ ใส่กระเป๋าไปแล้วจะตรวจไม่ผ่าน ดันให้ผมเอาเตาแคะขนมครกใส่ไปถ้าโดนตรวจ ฝรั่งจะงงมั้ยเนี่ยมันอาวุธสงครามหรือเปล่า</p>
<p>สำหรับผมนี่เป็นการ จัดกระเป๋าขึ้นเครื่องครั้งแรกครับ ก็บอกตรงๆ ครับว่าผมเองไม่รู้จะต้องเตรียมอะไรบ้างครับ มันรู้สึกตลกมากครับสำหรับผมตอนนั้น ที่กำลังจัดกระเป๋าแบบไม่รู้ว่าตัวเองต้องใช้อะไรบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าหลายๆ ครอบครัวจะคล้ายๆ กันคือ คนทางบ้านจะชอบมาช่วยจัดกระเป๋าให้กลัวเราจะลืมนู่นลืมนี่ อันนี้อย่าเอาไปเลยลูก ใสอันนี้ไปดีกว่าลูก มันทำให้ผมรู้เลยว่าคนที่เป็นพ่อแม่และญาติพี่น้อง เค้าเป็นห่วงกับการเดินทางครั้งนี้ของผมมาก ผมก็โอเคครับเค้าว่าไงผมว่างั้นครับ จะได้ไม่ทำให้ทางบ้านต้องกังกลกับผมมากไปว่านี้</p>
<p>ยัดของใส่ประเป๋า เสร็จก็หากิโลมาชั่งครับว่าเกินน้ำหนักหรือเปล่า ใครที่เคยไปเมืองนอกบ่อยๆ อ่านแล้วคงจะรู้สึกตลกนะครับ สำหรับการจัดกระเป๋าของนักเดินทางมือใหม่อย่างผม หลายๆสิ่งเริ่มจะเปลี่ยนไปในช่วงที่ผมรู้ตัวว่าจะต้องมาเมืองนอก ชีวิตของผมจะเป็นยังไงบ้างน้า คิดไม่ออกและมองภาพไม่เห็นจริงๆ <strong>เตรียมตัวรอความฝันมาตลอดชีวิตเพื่อวันวันนี้ วันนี้ความฝันเป็นฝ่ายมายืนรอเราบ้างแล้ว ว่าไงหล่ะเอกพลพร้อมหรือยัง?  โอเค ผมพร้อมแล้วครับ!!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 09:27:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Visa]]></category>
		<category><![CDATA[ขอวีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่าเมกา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[เอเจนซี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=461</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า</strong></p>
<p>การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ<span id="more-461"></span></p>
<p>หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสำคัญไม่น้อยเลยก็คือ ความมั่นใจครับ ถ้าทุกอย่างพร้อมแต่ตอบคำถามแบบไม่มั่นใจ ก็อาจจะแห้วจากวี่ซ่าได้นะครับ</p>
<p>มาถึงวันที่ผมต้องไปสัมภาษณ์วีซ่าครับ บอกตรงๆ ว่าคืนก่อนไปสัมภาษณ์นั้นผมนอนแทบไม่หลับเลยครับ ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล คิดในใจถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่านนี่จะทำไงต่อดีหว่า สิ่งที่เตรียมตัวมาทั้งหมดจะทำยังไงดี แล้วความฝันของผมหล่ะจะทำไงดี เฮ่อยิ่งคิดยิ่งกังวล เอาแหละถึงไหนถึงกัน ผ่านก็ผ่านไม่ผ่านก็ค่อยว่ากันใหม่ หมดเวลลาคิดมากแล้วเรา ตื่นแต่เช้าไปถึงสถานทูต 8 โมงเช้า โอ้โห คนรอสัมภาษณ์กันยาวเยียดเลยครับ ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น ไว้พระแล้วก็ไหว้อีกไม่รู้จักกี่รอบ เหลือบมองไปข้างหน้า เอ๊ะ!! ใครยื่นอยู่หน้าเราหว่าคุ้นๆ แฮะ อ่าวดาราสาวนี่หว่าที่ยืนอยู่ข้างหน้าเรา ตอนนั้นเค้ากำลังดังเลยครับ (ขอไม่เอ่ยชื่อนะครับ คิดว่าหลายๆ คนรู้จักแน่นอนครับ) แต่ตอนนั้นไม่มีอารมณ์บ้าดาราครับ ในสมองมีแค่เรื่องสอบๆ ดาราส่วนดาราครับ ชีวิตผมตอนนั้นสำคัญกว่าดาราซะอีกครับ ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยว่ากัน</p>
<p>ตลอดช่วงเวลาที่เตรียมเอกสารก่อนเข้าไปนั่งรอสัมภาษณ์นั้น คิวของผมก็อยู่หลังดาราคนนี้ตลอดครับ ผมได้บัตรคิวที่ 215 ครับ ดาราคนนี้น่าจะได้เบอร์ก่อนผมแน่นอน ผมเดินเข้าไปนั่งรอในห้องสัมภาษณ์แถวรองสุดท้ายครับ ส่วนดาราคนนั้นนั่งเยื้องๆ อยู่ข้างหลังผม คนประกาศเรียกเบอร์ข้ามไปข้ามมานานมาครับ พอจะถึงเบอร์ผม ก็กระโดดไปที่เบอร์ 300 กว่าๆ ไรงี้ครับ ผมใช้เวลานั่งรอนานมาก ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงน่าจะได้ จะบ้าตายคนกำลังเครียดต้องมานั่งรอเวลาขึ้นเขียงอีก เป็นช่วงเวลาที่ทรมาณมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ คนประกาศเรียกเบอร์รอบๆ ผมหมดเกลี้ยงเลยครับ เหลือแต่เบอร์ 213 กับเบอร์ 215 หันไปมองที่ดาราคนนั้น คิดว่าเค้าน่าจะได้เบอร์ 213 นี่แหละครับ แต่ก็ไม่ชัวว์ว่าเค้าจะได้เบอร์ 213 จริงหรือเปล่านะครับ</p>
<p>สักพักผ่านไป เค้าประกาศเรียกเบอร์ 213 ครั้งที่ 1 เงียบครับไม่มีคนลุก หันไปยังจุดเป้าหมายที่ดาราคนนั้น อ่าวหลับอยู่นี่นา เรียก 213 ครั้งที่ 2 ยังนิ่งอยู่อีกท่าทางจะฝันดีแฮะ คิดในใจถ้าเรียกอีกทีแล้วไม่ลุกจะเดินไปปลุกและ เพราะคงเป็นเบอร์ของเค้าชัวว์ๆ เรียก 213 ครั้งที่ 3 ผมรีบลุกเดินไปปลุกเธอเลยครับ แต่ดันเดินไปชนเก้าอีกตัวอื่นเสียงดังจนเธอตื่นเอง แล้วเธอหันมามองหน้าผมแบบค้อนๆ คงคิดในใจ ทำไรเสียงดังรบกวนคนจะหลับจะนอน ทันไดนั้นเสียงประกาศเรียก 215 ก็ดังขึ้น เบอร์ผมนี่หว่า ไม่ทันและ ผมต้องไปขึ้นเขียงแล้ว ขอแซงคิวหน่อยแล้วกันนะ</p>
<p>ผมเข้าไปที่ช่องสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ แล้วคนสัมภาษณ์ก็ทักทายผมเป็นภาษาอังกฤษครับ คำถามก็ไม่มีอะไรมาครับ แปลเป็นไทยได้ว่า จะไปทำอะไร ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จะไปกี่นาน มีใครรู้จักบ้างป่าว ผมก็ตอบกลับไปเป็นภาษาอังกฤษตามได้ที่เตรียมตัวมาคร่าวๆ ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจ ตาไม่ว๊อกแว๊กครับ โอเคขอโชคดีนะครับ เค้าบอกผมเป็นภาษาไทยกลับมา ยืนงงอยู่แปบนึง เค้าหมายถึงว่าเราผ่านใช่มั่ยเนี่ย ปั้มลายมือตรงนี้นะ ตื่นเต้นมากครับ เค้าให้ทำอะไรก็ทำหมด จนลืมถามไปว่าได้กี่ปี พูดได้แต่ Thank you!! แล้วก็ Thank you!! ครับ ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากออก เย้เราทำได้แล้ว</p>
<p>หันมากลับข้างหลังเจอดาราคนนั้นมายืนขอคิวคืนอยู่ ผมหันไปแซวเธอว่า ท่าหลับเมื่อกี้อะ เรารับไม่ได้จริงๆ เธอหันมายื้มแฮะๆ แบบจ๋อยๆ นาทีนั้นผมบอกได้เลยครับว่า ถ้าเธอไม่นั่งหลับในวันนั้น ผมอาจจะไม่ได้มาเมกาในวันนี้ก็ได้ครับ เพราะตลอดเวลาที่ผมนั่งรอนั้นผมกังวลแบบสุดๆ ครับ ช่วง 1 นาที่ก่อนผมสัมภาษณ์ ผมเจอสถานะการณ์แบบนั้น ความกังวลและความตื่นเต้นของผมไม่รู้มันหายไปไหนหมดครับตอนนั้น เพราะผมเองมัวแต่ไปกังวลเรื่องปลุกเธอให้ตื่นแทนอยู่ครับ เห็นเธอตื่นก็อดขำไม่ได้ เพราะมันตลกมากๆ ทำให้ตอนที่ผมสัมภาษณ์นั้น ผมตอบคำถามด้วยคนตอบคำถามแบบอารมณ์ดี มั่นใจ ไม่กังวล และหนักแน่น ยังไงผมขอขอบคุณดาราคนนั้นครั้งนะครับ</p>
<p>สัมภาษณ์เสร็จออกมา ผมก็ยืนคุยกับดาราคนนั้นประมาณ 10 นาทีได้ครับ แล้วก็แยกย้ายกันครับ หลังจากนั้น ผมกระหน่ำโทรไปบอกที่บ้าน บอกพ่อ บอกแม่ บอกเพื่อนสนิทของผมใหญ่เลยครับ ว่าผมได้ไปเมกาแล้ว มันเป็นความสุขครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งนึงในชีวิตของผม ที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลยครับ ความเหนื่อยทั้งหมดหายไปเกลี้ยงไปเลยครับ สรุปผมได้วีซ่ามา 5 ปีครับ และสิ่งที่ผมคอยบอกกับตัวเองเสมอ ในช่วงที่ผมเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าอยู่นั้นคือ<strong> ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมขอบอกให้โลกรู้ว่า ผมมีพลัง ผมจริงใจ ผมหนักแน่น และฝันของผมมันอยู่ที่ New York City ครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 May 2010 11:14:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Internet]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=445</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : เก็บเงินสานฝัน มาถึงสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เรามาเมืองนอกได้นั่นก็คือ ตังในกระเป๋า นั่นเองครับ สำหรับผมก็คิดในใจนะครับว่า ถ้าผมเป็นลูกคนเดียวหัวแก้วหัวแหวน ผมคงขอเงินก้อนแรกเพื่อไปเริ่มต้น เพื่อไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกได้ไม่อยากไม่ง่าย แต่นี่ผมมีพี่น้องตั้ง 5 คน เกือบครึ่งโหลแหนะครับ ทำอะไรก็ต้องแอบคิดถึงน้องๆ บ้าง ทำไงดี คิด คิด คิด... โอเค โอเค หมดเวลา เลิกคิดได้แล้ว ได้เวลาลุยกับความจริงก่อนที่ความฝันมันจะลอยหายไป ไม่สนและตั้งใจหาตังไปเมืองนอกดีกว่าเรา ผมเริ่มสมัครงานเพื่อจะได้ เรียนรู้ชีวิตการทำงานหลังจากจบมหาลัย และเป้าหมายที่สำคัญก็คือเพื่อผมจะเก็บตังไปเรียนภาษาที่เมืองนอก ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าตามที่วางแผนไว้ครับ แต่สำหรับผมมันไม่ง่ายเลย เพราะผมเรียนจบมาในสาขาที่เกี่ยวกับเลขครับ แต่งานที่อยากทำก็คือ สายงานทางคอมพิวเตอร์ เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว ผมเดินสมัครงานอยู่พักใหญ่ครับ แต่ไม่มีใครรับผมเลย เนื่องจากผมจบไม่ตรงกับสายงานที่เค้าต้องการ แอบเครียดอยู่สักพักนึงจะตกงานป่าวหว่าเรา สุดท้ายวันดีคืนดีมี โทรศัพท์เข้ามาเรียกให้ผมไปสัมภาษณ์ ที่สัมภาษณ์งานของผมเป็นร้าน Starbucks ในห้างแห่งหนึ่ง งงเหมือนกันทำไมพี่เค้าถึงมานัดสัมภาษณ์งานที่ Starbucks พี่เค้าเป็นคนชิวมากครับ พี่เค้าบอกผมว่าพี่รับน้องเข้าทำงานเลย น้องเหมือนพี่เลยจบมาไม่ตรงกับสายอาชีพ แต่อยากทำงานคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ผมอึ้งๆ แล้วแอบงงอยู่นิดนึง แต่งตัวหล่อๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : เก็บเงินสานฝัน</strong></p>
<p>มาถึงสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เรามาเมืองนอกได้นั่นก็คือ ตังในกระเป๋า นั่นเองครับ สำหรับผมก็คิดในใจนะครับว่า ถ้าผมเป็นลูกคนเดียวหัวแก้วหัวแหวน ผมคงขอเงินก้อนแรกเพื่อไปเริ่มต้น เพื่อไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกได้ไม่อยากไม่ง่าย แต่นี่ผมมีพี่น้องตั้ง 5 คน เกือบครึ่งโหลแหนะครับ ทำอะไรก็ต้องแอบคิดถึงน้องๆ บ้าง ทำไงดี คิด คิด คิด... โอเค โอเค หมดเวลา เลิกคิดได้แล้ว ได้เวลาลุยกับความจริงก่อนที่ความฝันมันจะลอยหายไป ไม่สนและตั้งใจหาตังไปเมืองนอกดีกว่าเรา</p>
<p>ผมเริ่มสมัครงานเพื่อจะได้ เรียนรู้ชีวิตการทำงานหลังจากจบมหาลัย และเป้าหมายที่สำคัญก็คือเพื่อผมจะเก็บตังไปเรียนภาษาที่เมืองนอก ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าตามที่วางแผนไว้ครับ แต่สำหรับผมมันไม่ง่ายเลย เพราะผมเรียนจบมาในสาขาที่เกี่ยวกับเลขครับ แต่งานที่อยากทำก็คือ สายงานทางคอมพิวเตอร์ เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว ผมเดินสมัครงานอยู่พักใหญ่ครับ แต่ไม่มีใครรับผมเลย เนื่องจากผมจบไม่ตรงกับสายงานที่เค้าต้องการ แอบเครียดอยู่สักพักนึงจะตกงานป่าวหว่าเรา<span id="more-445"></span></p>
<p>สุดท้ายวันดีคืนดีมี โทรศัพท์เข้ามาเรียกให้ผมไปสัมภาษณ์ ที่สัมภาษณ์งานของผมเป็นร้าน Starbucks ในห้างแห่งหนึ่ง งงเหมือนกันทำไมพี่เค้าถึงมานัดสัมภาษณ์งานที่ Starbucks พี่เค้าเป็นคนชิวมากครับ พี่เค้าบอกผมว่าพี่รับน้องเข้าทำงานเลย น้องเหมือนพี่เลยจบมาไม่ตรงกับสายอาชีพ แต่อยากทำงานคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ผมอึ้งๆ แล้วแอบงงอยู่นิดนึง แต่งตัวหล่อๆ ไปสอบทั้งข้อเขียนทั้งสัมภาษณ์งานก็แล้วตั้งนาน แต่ไม่มีใครเรียกตัวผมไปทำงาน มาสัมภาษณ์งานที่ Starbucks แถมกินกาแฟไปด้วย ดันได้งานทำซะงั้น โอเควะไม่มีทางเลือกและพี่เค้าให้โอกาสเราแล้ว ไม่อยากให้โอกาสหลุดไป ขอลองสักตั้งก็แล้วกันนะ</p>
<p>ตำแหน่งงานที่ผมได้ ก็คือ ตำแหน่งโปรแกรมเมอร์นั่นเองครับ แถมเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของบริษัทซะด้วย คิดในใจจะรอดมั้ยเนี่ยเรา เพราะมันเป็นบริษัทเล็กๆ ครับไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้โปรแกรมเมอร์เยอะแยะมากมาย แต่ที่ผมได้จากความเป็นบริษัทเล็กๆ นั่นก็คือ ผมต้องทำงานและแก้ปัญหาคนเดียว โดนที่ผมไม่มีเพื่อนร่วมงานให้ถามเลยแม้แต่คนเดียว แต่ผมต้องทำมันให้ได้และต้องทำมันให้ดีด้วย ผมกลับหอพักแทบทุกวัน ผมจะไปนั่งหาความรู้จากทาง Internet ว่าผมต้องทำอย่างไรที่ผมจะสามารถแก้ปัญหางานให้ผ่านไปได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีความรู้ และประสบการณ์จากการได้ลองทำอะไรคนเดียว และต้องแก้ปัญหางานคนเดียวให้ได้ครับ</p>
<p>ผมเอาความรู้ที่ได้นั้นไปหา ช่องทางทำเงินจากทาง Internet ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือ ผมมั่นใจว่าผมจะสามารถหารายได้เสริมทาง Internet บวกกับเงินเก็บที่ได้จากเงินเดือน เพื่อเอาไปเป็นเงินเริ่มต้นในการไปต่างประเทศได้ทันภายใน 2 ปี ผมล้มๆ ลุกๆ พยายามอยู่หลายรอบมากครับ 1 ปีผ่านไป ความรู้มากมายที่ผมมีนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้ผมได้ตังอะไรมากมายเลย แถมเสียตังอีก พูดง่ายๆ คือไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป เงินเก็บจากเงินเดือนก็ไม่มีครับเพราะเงินเดือนไม่มาก แต่เงินที่ต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน บวกกับค่าสังคมมันพอดีกับรายได้ซะทุกเดือนเลยครับ สรุปว่าปีแรกได้แต่ความรู้ เงินไม่เหลือ ความฝันที่จะเก็บเงินไปต่างประเทศก็ยังคงเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนเช่นเคย</p>
<p>ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมยืนอยู่ที่เดิมแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะความรู้และชีวิตของผมมันเริ่มที่จะหยุดอยู่กับที่ ความฝันของผมมันเริ่มจะวิ่งหนีผมออกห่างผมไปซะทุกที ทุกที เป็นจังหวะที่ไม่มีโอกาสอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ผมได้เห็นและลองใช้โอกาสเลย ผมตัดสินใจที่จะย้ายที่ทำงานใหม่ครับ คราวนี้ผมได้ทำงานในบริษัทที่ใหญ่ขึ้นครับ มีเพื่อนร่วมงานมากมาย ทำงานเป็นทีมมีคนคอยช่วยเหลือครับ แถมข้อสำคัญได้เงินเดือนมากกว่าบริษัทเดิมอีกนิดหน่อย โอเคขึ้นปีที่สองและ เรามาเริ่มต้นความฝันกันใหม่ หลังจากที่ปีแรกนั้น ผมเริ่มต้นความฝันของผมไม่ได้เลย</p>
<p>ผมใช้เวลาในการปรับ ตัวกับที่ทำงานใหม่สักพักครับ ผมยังคงพยายามหารายได้จากทาง Internet และหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อที่จะสานฝันของผมให้เป็นจริงใหม่แบบไม่ย่อท้ออีกครั้ง ที่นี่ผมมีเพื่อนมากมายครับ เงินเดือนที่ได้เพิ่มขี้นมานั้น ไม่ได้ช่วยให้ผมมีเงินเก็บขึ้นมาเลยครับ เพราะคนเยอะการสังสรรค์ก็เยอะตามไปด้วย บางเดือนเหมือนตัวเองจะติดลบไปซะนิดหน่อยด้วย ปุ๊บปั๊บ หันมามองเวลาอีกที ผ่านไปอีก 6 เดือน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมกับปีแรกครับ คือไม่มีอะไรดีขึ้นมาสักอย่าง นอกจากความรู้และประสบการณ์เท่านั้น ผมไม่สามารถที่จะสะกิดความฝันของผม ให้ตื่นขึ้นมาเป็นความจริงได้เลยแม้แต่น้อยครับ เหลือเวลาอีกแค่ 6 เดือนเท่านั้นแล้วสิเรา ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องออกมาเรียนรู้โลกภายนอกให้ได้ ทำไงดีเริ่มเครียดกับชีวิตมากกว่ารอบแรกซะอีกทีนี้</p>
<p>เหนื่อยแสน เหนื่อย ทั้งกายและใจ ทำอะไรไม่ได้จริงๆ ตอนนั้น นอกจากพยายามอีกสักตั้งก็แล้วกัน จากประสบการณ์ที่ผมได้มาจาการลองผิดลองถูกอยู่หลายๆ ครั้ง และจากความรู้ที่ผมได้ศึกษามาทั้งหมดนั้น ผมเริ่มต้นใหม่ด้วยการรับจ้างเขียนเว็บไซต์ขาย ทุกวันที่ผมทำงานเสร็จ ผมจะรีบกลับห้องพักไปเขียนเว็บไซต์ให้ลูกค้าของผมต่อ กว่าจะได้นอนก็ตี 1 ตี 2 ทุกคืนครับ เหนื่อยมากแต่ไม่ทีทางเลือกครับ ช่วงนั้นผมต้องขอบคุณน้องชายผมมากครับ ที่คอยช่วยเหลืองานบางส่วนของผม ไม่ค่อยมีเวลาพูดอะไรมากได้ลงมือทำอย่างเดียวครับ 6 เดือนผ่านไป ใช้เงินอย่างระมัดระวัง ประหยัด อดออม ทำงานหนักหน่อย มีเงินเก็บพอที่จะไปเริ่มต้นชีวิตในต่างแดนได้พอดิบพอดี ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยครับ ประมาณราคารถเก๋งครึ่งคันครับ</p>
<p>ผม ดีใจมากๆ คับที่ผมสามารถหาเงินก้อนที่จะไปเริ่มเรียนรู้ชีวิตในต่างแดน แต่ผมบอกได้คำเดียวครับ มันเหนื่อยมากๆ ครับ แต่เพราะความฝันมันเลยทำให้ผมเหนื่อยไม่ได้ครับ บทความตอนนี้ผมขอขอบคุณบริษัทที่ผมเคยทำงานด้วย ทั้งสองที่เลยนะครับ ที่เวลาเห็นผมไปทำงานสาย แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรผมมากมาย เพียงแค่โดนเรียกไปตักเตือนเป็นครั้งคราวเท่านั้นเองครับ จริงๆ แล้วผมนอนดึกนั่นเองแหละครับ แล้วก็ขอบคุณน้องชายแท้ๆ ของผมมากครับที่ช่วยเหลือผมมาตลอด จนผมสามารถหาเงินก้อนมาต่างประเทศได้ครับ</p>
<p>ช่วงเวลาของการหาเงินของเพื่อมาสร้างความฝันของผมให้เป็นจริงนั้น มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า <strong>การเก็บเงินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเก็บความฝันมันเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการเก็บเงินซะอีกครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/11/i-wanna-be-a-new-yorker-part-1/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/11/i-wanna-be-a-new-yorker-part-1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 May 2010 07:04:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้ืานนอกเข้ากรุง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=413</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ผมขอมาเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของผม กับการที่ผมได้มาใช้ชีวิตเป็น New Yorker อาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอีกหลายๆ คนที่จะได้มาเป็น New Yorker สำหรับผม ผมอยู่ในกลุ่มที่ไม่ใช่คิดจะมาก็มาได้เลยอย่างที่ใจคิด แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตของผมได้มายืนอยู่บนเมืองเมืองนี้ได้ นั่นก็คือ ความ ฝัน สำหรับผมผมเริ่มมี Plan ที่จะมาต่างประเทศเพราะผมคิดว่า ถ้าผมได้มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ผมได้มาใช้ชีวิตในต่างประเทศบ้าง อีกหน่อยในอนาคตผมจะสามารถไปที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ที่ผมอยากไป อันนี้คือจุดแรกที่ผมเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ปีสี่ครับเป็นปีสุดท้าย ก่อนที่ผมจะต้องออกไปใช้ชีวิตบนเส้นทางการทำงานของผม ผมเริ่มคิดเรื่องนี้เพราะผมต้องการจะปูพื้นความพร้อมของผม ผมคิดว่าบนโลกแห่งอนาคต ภาษาและประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากครับ ผมรู้สึกว่าถ้าผมไม่ได้ออกมาเรียนรู้ตรงนี้ อีกหน่อยผมจะตามคนอื่นไม่ทันทางมุมมองและความคิด ที่ผมยังไม่เคยเรียนรู้มาก่อนในชีวิต เอาแหละขอผมพยายามสักครั้งหนึ่งเถอะ ดีว่าผมนั่งอยู่เฉยๆ ปล่อยให้โอกาสลอยไปจากชีวิตของผม ผมจะขอเปรียบเทียบง่ายๆ นะครับ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดบ้านนอกๆ คนนึงครับ ที่บ้านก็ทำสวนนี่แหละครับตากแดดตากฝนลุยโคลนผมทำมาหมดแล้วครับ สมัยที่ผมเด็กๆ แล้วผมนั่งรถเมล์เข้ามากรุงเทพมาครั้งแรกกับพ่อ ผมจำความรู้สึกของผมได้ว่าเมืองนี้ทำไมมันใหญ่จัง อะไรก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ไปหมดรู้สึกตื่นเต้นมากตามประสาเด็กๆ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่ผมมีในเวลาเดียวกันก็คือความกลัว ความกลัวในที่นี้ของผมเป็นเพราะว่าสิ่งใหม่ๆ ที่ผมเห็นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผมเคยเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันของผม แล้วก็จะมีหลายเรื่องๆ ที่เรารู้สึกกลัวและกังวลตามมากลับการเข้ามาเมืองใหญ่ๆ ครั้งแรก ความกลัวเหล่านี้เกิดจากที่ผมไม่รู้ครับ เพราะถ้าผมรู้ผมจะไม่กลัวครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ผมก็เป็น บ้านนอกเข้ากรุง คนนึงนั่นแหละครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ผมขอมาเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของผม กับการที่ผมได้มาใช้ชีวิตเป็น New Yorker อาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอีกหลายๆ คนที่จะได้มาเป็น New Yorker สำหรับผม ผมอยู่ในกลุ่มที่ไม่ใช่คิดจะมาก็มาได้เลยอย่างที่ใจคิด แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตของผมได้มายืนอยู่บนเมืองเมืองนี้ได้ นั่นก็คือ ความ ฝัน</p>
<p>สำหรับผมผมเริ่มมี Plan ที่จะมาต่างประเทศเพราะผมคิดว่า ถ้าผมได้มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ผมได้มาใช้ชีวิตในต่างประเทศบ้าง อีกหน่อยในอนาคตผมจะสามารถไปที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ที่ผมอยากไป อันนี้คือจุดแรกที่ผมเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ปีสี่ครับเป็นปีสุดท้าย ก่อนที่ผมจะต้องออกไปใช้ชีวิตบนเส้นทางการทำงานของผม ผมเริ่มคิดเรื่องนี้เพราะผมต้องการจะปูพื้นความพร้อมของผม ผมคิดว่าบนโลกแห่งอนาคต ภาษาและประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากครับ ผมรู้สึกว่าถ้าผมไม่ได้ออกมาเรียนรู้ตรงนี้ อีกหน่อยผมจะตามคนอื่นไม่ทันทางมุมมองและความคิด ที่ผมยังไม่เคยเรียนรู้มาก่อนในชีวิต เอาแหละขอผมพยายามสักครั้งหนึ่งเถอะ ดีว่าผมนั่งอยู่เฉยๆ ปล่อยให้โอกาสลอยไปจากชีวิตของผม<span id="more-413"></span></p>
<p>ผมจะขอเปรียบเทียบง่ายๆ นะครับ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดบ้านนอกๆ คนนึงครับ ที่บ้านก็ทำสวนนี่แหละครับตากแดดตากฝนลุยโคลนผมทำมาหมดแล้วครับ สมัยที่ผมเด็กๆ แล้วผมนั่งรถเมล์เข้ามากรุงเทพมาครั้งแรกกับพ่อ ผมจำความรู้สึกของผมได้ว่าเมืองนี้ทำไมมันใหญ่จัง อะไรก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ไปหมดรู้สึกตื่นเต้นมากตามประสาเด็กๆ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่ผมมีในเวลาเดียวกันก็คือความกลัว ความกลัวในที่นี้ของผมเป็นเพราะว่าสิ่งใหม่ๆ ที่ผมเห็นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผมเคยเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันของผม แล้วก็จะมีหลายเรื่องๆ ที่เรารู้สึกกลัวและกังวลตามมากลับการเข้ามาเมืองใหญ่ๆ ครั้งแรก ความกลัวเหล่านี้เกิดจากที่ผมไม่รู้ครับ เพราะถ้าผมรู้ผมจะไม่กลัวครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ผมก็เป็น บ้านนอกเข้ากรุง คนนึงนั่นแหละครับ ผมว่าเพื่อนๆ ที่มาจากต่างจังหวัดหลายๆ คนคงเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ</p>
<p>หลังจากผมโตมา ผมได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนแล้วก็มหาลัยในกรุงเทพ ครั้งแรกที่ผมมาเข้าหอพักจะได้ว่าแม่ร้องไห้คับ เพราะแม่ก็กลัวเหมือนที่ผมกลัวในสิ่งที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน ผมก็ได้แต่บอกแม่ไปว่า ไม่เป็นไรผมอยู่ได้ มันอาจจะลำบากและตื่นเต้นในช่วงแรก เพราะเราต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับชีวิตในเมืองใหญ่ แต่หลังจากที่ผมอยู่ไปสักพัก ผมรู้สึกว่ากรุงเทพทำไมมันเล็กจัง ต่างกับที่ผมเคยคิดตอนเด็กๆ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ในเมื่อผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยแล้ว เมืองอื่นๆ ผมไปได้หมด ไม่กลัวและไปคนเดียวก็ไปได้ ผมมั่นใจว่าผมไม่หลงทางหรอก ผมเอาตัวรอดได้</p>
<p>ผมเก็บความรู้สึกของผม ก่อนที่ผมจะเข้ามาอยู่ในเมืองกรุง และหลังจากที่ผมได้ใช้ชึวิตเป็นคนกรุง มันทำให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจว่า ระหว่างที่สองที่มันมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง แน่นอนคับผมคิดว่า ผมก็สามารถอยู่ในที่สองที่ที่แตกต่างกันได้ไม่ว่าตรงส่วนไหนก็ตาม ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่า ผมควรจะต้องไปยืนบนที่ที่เป็นใจกลางและมีความสำคัญของโลกบ้าง เพราะถ้าผมได้ไปยืนตรงจุดจุดนั้น ผมจะไม่กลัวที่จะไปยืนตรงจุดอื่นๆ แน่นอนครับผมเลือกที่จะมายืนอยู่ที่ New York City เมืองแห่งความฝันของผม เมืองที่ผมสามารถเจอะเจอกับผู้คนที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกับผม เมืองที่ผมจะได้ใช้ชีวิตอยู่กลับคนแทบทุกประเทศบนโลก เมืองที่ผมสามารถเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างกันจากทุกมุมโลก ไม่ใช่ทั้งหมดที่ผมจะเรียนรู้ได้จากที่นี่ แต่จุดเริ่มต้นที่มีค่าของผมที่จะได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย บนโลกใบที่เล็กลงของผม <strong>New York City : The City of My Dream</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/11/i-wanna-be-a-new-yorker-part-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตใน New York City (ตอนที่ 2)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2009/07/26/life-in-new-york-city-part-2/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2009/07/26/life-in-new-york-city-part-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Jul 2009 06:32:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Check]]></category>
		<category><![CDATA[Express]]></category>
		<category><![CDATA[Format]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Touch]]></category>
		<category><![CDATA[JFK]]></category>
		<category><![CDATA[Just Used]]></category>
		<category><![CDATA[Local]]></category>
		<category><![CDATA[Map]]></category>
		<category><![CDATA[MetroCard]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[NYC Subway Map]]></category>
		<category><![CDATA[PDF]]></category>
		<category><![CDATA[Service Charge]]></category>
		<category><![CDATA[Subway]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=245</guid>
		<description><![CDATA[มาเล่าถึงชีวิตใน NYC ต่อกันเลยดีกว่า เอาเรื่องของ Subway กันก่อนเลยนะ วันนี้ผมดาวโหลด Map Subway มาให้ กดที่ลิ้่งข้างล่างแล้วโหลดลงเครื่องเลยนะครับ เป็น Format PDF Click here to Download NYC Subway Map เปิดดูเลยนะคับ อาจจะลายตาสักหน่อย เพราะมันเยอะเหลือเกินไม่เหมือนบ้านเราที่มีไม่กี่สาย จะมีเยอะได้ไงก็นักการเมืองมั่วแต่ทำตัวเป็นเด็กๆ ไม่สนใจประชาชน ที่นี่เค้ามี Subway กันตั้งแต่สมัย 20-30 ปีที่แล้วนู้นแล้วแหละคร๊าบบ Map ที่ให้ไปเป็น Map จริงๆที่จะติดอยู่บนตู้รถไฟทุกสายเลยคับ จะมีในตู้ละประมาณ 2 maps ได้ สามารถขอได้ที่ subway ทุกที่ (ถ้ามีพนักงานอยู่นะ บาง subway มักไม่ค่อยมีพนักงานอยู่) ถามไปเลยครับ Can I get a map? เดี๋ยวเค้าจะหยิบมาให้เอง อ่อหรือถ้าเพื่อนๆมี iPod [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มาเล่าถึงชีวิตใน NYC ต่อกันเลยดีกว่า เอาเรื่องของ Subway กันก่อนเลยนะ วันนี้ผมดาวโหลด Map Subway มาให้ กดที่ลิ้่งข้างล่างแล้วโหลดลงเครื่องเลยนะครับ เป็น Format PDF</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><a title="Download NYC Subway Map" href="http://iam.ekapol.com/downloads/090725_subwaymap.pdf" target="_blank"><strong>Click here to Download NYC Subway Map </strong></a></span></p>
<p>เปิดดูเลยนะคับ อาจจะลายตาสักหน่อย เพราะมันเยอะเหลือเกินไม่เหมือนบ้านเราที่มีไม่กี่สาย จะมีเยอะได้ไงก็นักการเมืองมั่วแต่ทำตัวเป็นเด็กๆ ไม่สนใจประชาชน ที่นี่เค้ามี Subway กันตั้งแต่สมัย 20-30 ปีที่แล้วนู้นแล้วแหละคร๊าบบ Map ที่ให้ไปเป็น Map จริงๆที่จะติดอยู่บนตู้รถไฟทุกสายเลยคับ จะมีในตู้ละประมาณ 2 maps ได้ สามารถขอได้ที่ subway ทุกที่ <span id="more-245"></span>(ถ้ามีพนักงานอยู่นะ บาง subway มักไม่ค่อยมีพนักงานอยู่) ถามไปเลยครับ Can I get a map? เดี๋ยวเค้าจะหยิบมาให้เอง อ่อหรือถ้าเพื่อนๆมี iPod Touch หรือ iPhone ก็โหลด app ที่ชื่อว่า NYC Subway Map มาลงไว้ได้เลยจะได้ไม่ต้องมานั่งถือแผนที่</p>
<p>Subway ที่นี่จะมีตั้งแต่ สาย 1 - 7 แล้วก็ A - Z  เลยครับ เยอะมากๆ บางสายจะมี 2 lines คือ line ที่เป็น local กับ line ที่เป็น Express เช่นสาย 7 เส้นสีม่วงๆ ใน Map อะครับ วิธีการสังเกตว่าคันไหนเป็น Local คันไหนเป็น Express ในการณีที่ Express และ Local จอดใน Line เดียวกัน คือ ถ้าเป็น local จะมีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบชื่อสายนั้น ถ้าเป็น express มันจะเป็นวงกลมล้อมรอบชื่อสายแทน แต่โดยทั่วไปแล้ว Express กับ Local มักจะจอดกันคนละ Line กันนะ ในรูปจุดสีดำและสีขาวคือจุดของ subway ที่รถไฟจะจอด โดยสาย Local จะจอดทุก stop ไม่สนใจว่าขาวดำ แต่ถ้าเป็นสาย Express จะจอดแต่ stop ที่เป็นจุดสีขาวอย่างเดี่ยวเท่านั้นซึ่งจุดสีขาวจะเป็นจุดที่สามารถ Transfer ไปยัง Train สายอื่นๆได้</p>
<p>ใครที่ขึ้นครั้งแรกๆ คงจะงงว่าจะขึ้นฝั่งไหนดีหว่า ครั้งแรกเลยผมก็ขึ้นผิดฝั่งเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันวิ่งไปซ้ายหรือไปขวา ถ้าเป็นใน Queens ก็อาจะดูอยากนิดนึงก็ดูว่ามันไป Manhattan ก็คือไปทางขวาของ map ถ้าไปทางอื่นก็คืไปท้างซ้ายของ map ก็แล้วกัน แต่ถ้าเป็นใน Manhattan นี่ดูง่ายใหญ่เลย เพราะดูว่ามันวิ่งไป Uptown ก็คือมันจะวิ่งขึ้นด้านบนของ Map หรือถ้ามันวิ่งไป Downtown ก็คือมันจะวิ่งไปทางด้านล่างของ Map นั่นเอง ควรจะพก subway map ไว้ตลอดในช่วงอาทิตย์แรกๆ ของผมอาทิตย์แรกผ่านไปโยน map ทิ้งไว้บ้านเลยมั่วเลยดีกว่า เพราะจริงๆมันมี map ในรถไฟอยู่แล้วค่อยไปวางแผนการเดินทางนั่นนั้น (จริงๆขี้เกียจพก map) ไม่ต้องตกใจถ้าเจอหนูวิ่งในรางรถไฟ เพราะรถไฟที่นี่ซกมกมากในรางรถไปอะนะ subway ก็เก่าๆ ถามเพื่อนเกาหลี ญี่ปุ่้นมันบอกว่าบ้านมันมีั subway เหมือน NYC นี่แหละแต่ใหม่กว่ากันเยอะเลยของ BTS ของไทยนี่ก็ถือว่าใหม่มากครับ</p>
<p>รถไฟที่นี่มีข้อดีคือเสียตังครั้งเดียวจะ transfer ไปที่ไหนก็ได้ที่เราต้องการไป ราคาก็จะมีหลายแบบมีทั้ง เที่ยวเดียว รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายละเอีัยดตามนี้ครับ</p>
<ul>
<li>Pay-Per-Ride MetroCard อันนี้มันจะให้เราเติมเงินตั้งแต่ $4 ถึง $8 ถ้าเราเติมตั้งแต่ $8 ขึ้นไปมันจะมี bonus ให้ 15% อัตโนมัติ ซึ่งเวลารูดบัตร 1 ครั้งมันจะ ตัดยอดไป $2.25</li>
<li>1-Day Fun Pass $8.25 ใช้กี่รอบก็ได้ภายใน 1 วัน</li>
<li>7-Day Unlimited Ride MetroCard $27 ใช้กี่เที่ยวก็ได้ภายใน 7 วัน</li>
<li>14-Day Unlimited Ride MetroCard $51.5 ใช้กี่เที่ยวก็ได้ภายใน 14 วัน</li>
<li>30-Day Unlimited Ride MetroCard $89 ใช้กี่เที่ยวก็ได้ภายใน 30 วัน</li>
<li>JFK-AirTrain 30-Day Unlimited Ride MetroCard อันนี้ใช้ได้ 30 วันเฉพาะสาย JFK นะครับ</li>
<li>JFK-AirTrain 10-Trip MetroCard อันนี้ใช้ได้ 10 เที่ยวภายใน 6 เดือนครับ สำครับคนที่ไปสนามบิน JFK บ่อยๆ</li>
</ul>
<p>ปกติคนที่นี่จะใช้ $89 ต่อเดือนครับง่ายดี สะดวกสบาย บัตรจะเรียกว่า MetroCard จะคล้ายๆกับบัตร ATM มีแถบแม่เหล็กเหมือนกัน แต่จะบางกว่ามาก เก็บดีๆนะครับระวังหาย เพื่อนผมเคยทำหายไปทีนึง มันทำหน้าจ๋อยเลย เห่อะๆ เวลาที่จะรูดบัตรต้องรูดเร็วๆ นิดนึงนะคับ ถ้าผ่านมันจะขึ้น GO เป็นวงกลมสีเขียวๆ เราก็เดินไปได้เลย บางทีรูดช้ามันจะไม่ยอมเปิดให้ต้องรูดใหม่ ถ้าเป็นแบบ Pay-Per-Ride มันจะแสดงยอดคงเหลือให้ครับว่าเรามีเงินเหลือเท่าไหร่ หรือถ้าอยากจะ Check ยอดเงินมันจะมีเครื่องเช็คยอดเงินอยู่ตาม subway ต่างๆ ลองเช็คยอดเงินดูได้</p>
<p>หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าในเมื่อมัน Unlimited แบบนี้ใช้เสร็จก็ส่งให้เพื่อนรูดต่อดิ แบบนั้นก็ไม่ได้อีกครับ เค้ากันคนที่คิดแบบนั้นไว้แล้ว ทุกครั้งที่เราใช้บัตร Unlimited รูดมันจะจำเวลาที่เราใช้ครั้งสุดท้ายไว้ 15 นาที ถ้าเรารูดภายใน 15 นาทีหลังจากรูดบัตรครั้งสุดท้ายเสร็จแล้ว เครื่องมันจะขึ้นว่า <strong>Just Used</strong> แล้วประตูมันก็จะไม่เปิดให้เรา ต้องรอให้พ้น 15 นาทีไปก่อน</p>
<p>เวลาที่เราขึ้นรถไฟ ประตูที่นี่มันจะปิดค่อนข้างเร็วโดยเฉพาะสถานีย่อยๆ เวลาประตูปิดมันจะมีเสียงคนพูดว่า <strong>Stand Clear of the Closing Doors Please</strong> เราก็เดินให้ห่างๆจากประตูสักนิดนึง จะไม่มีพนักงานยืนควบคุมคนขึ้นลงตามสถานี่ต่างๆ เหมือน BTS บ้่านเรา แน่นอนรถไฟที่นี่วิงสวนทางกับรถไฟที่บ้านเรา ถ้าเราหันหน้าเข้ารางรถไฟ รถไปมันจะวิ่งมาหาเราทางด้านซ้ายมือ รถไฟที่นี่เทห์อยู่อย่างนึง บางสายมันจะวิ่งทั้งใต้ดิน วิ่งทั้งลอยฟ้าเลย มันวิ่งขึ้นลงได้ วิ่งใต้น้ำขามเกาะกันเลย</p>
<p>เวลาที่เราขึ้นรถไฟใต้ดินที่นี่ เหมือนเราหายไปจากโลกนี้สักพักนึง เพราะโทรศัพท์จะไม่สามารถใช้งานได้เลย ขาดลงไปนิดหน่อยสัญญาณโทรศัพท์ก็เหลือแต่ติดนึงแล้ว โทรศัพท์ควรเลือกใช้บริการแบบที่รับ Text Message ได้ด้วยเผื่อใครต้องการติดต่อเราด่วนๆ แต่อาจจะไม่จำเป็นมากสำหรับบางคน</p>
<p>มีอีกเรื่องที่เป็นเรื่องน่าเบื่อของคนใช้รถไฟที่นี่ คือมันจะมีป้ายติดตามสถานีต่างๆอยู่ตลอดเวลาว่า <strong>Service Charge </strong>เต็มไปหมดเลย ที่ป้ายมันจะบอกว่ารถสายไหนเปลี่ยนเวลาวิ่งวันไหนเวลาไหน ซึ่งมันจะมีแทบทุกสถานีตลอดทั้งปีเลยได้มั้ง ไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนไปถึงไหน คงจะซ่อมแซมแหละครับ อีกอย่างบางสบาย Late Night (หลังเที่ยงคืน) มันจะเปลี่ยนสายวิ่ง จาก Express มาวิ่ง Local แทน บางสายจะหยุดวิ่ง ต้องคอยสังเกตุป้ายดูก่อนขึ้นนิดนึง</p>
<p>เห่อะๆเขียนซะยาวเลย คิดว่าน่าจะครอบคุมเรื่องของ subway นะครับ ที่เหลือก็ลองๆมาขึ้นเองแล้วกันนะคับ อิอิ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2009/07/26/life-in-new-york-city-part-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตใน New York City (ตอนที่ 1)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2009/07/24/life-in-new-york-city-part/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2009/07/24/life-in-new-york-city-part/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2009 06:18:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Bronx]]></category>
		<category><![CDATA[Brooklyn]]></category>
		<category><![CDATA[Downtown]]></category>
		<category><![CDATA[Elmhurst]]></category>
		<category><![CDATA[Manhattan]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Queens]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Town]]></category>
		<category><![CDATA[Uptown]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=239</guid>
		<description><![CDATA[ชีวิตใน New York City มีอะไรให้ตื่นเต้นเยอะเลย NYC มันมีหลายโซนนะ Queens โซนนี้เป็นโซนที่ถือว่า Nice เลยทีเดียวเพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะพักอยู่กันโซนนี้ ถือว่าถูกและปลอดภัยดีมากๆเลย น่าอยู่ดี อ่อไม่มีตึดสูงๆ ด้วยนะอากาศดีมีต้นไม้อยู่เยอะเลยทีเดียวค่าใช่จ่ายก็ถือว่า ok นะไม่ถูกไม่แพงรับได้ แต่ถ้าไปอยู่เมือง Manhattan จริงๆมันเป็นเกาะเลยแหละ อันนี้คงจะไม่ไหว เพราะว่าึค่าครองชีพมันแพงมากๆ เดือนนึงค่าห้องน่าจะสักประมาณ 1000$ น่าจะได้ อ่อจะบอกว่า ถ้ามาที่นี่คนไทยใช้หน่วยเงิน Dollar ว่าบาทนะไม่ต้องตกใจ 1000$ ก็จะบอกว่า 1000 บาทอะไรแบบนี้ อยู่เมือง Manhattan ต้องมีตังจริงๆ ไม่ใช่ว่าค่าห้องจะแพงอย่างเดี่ยวนะค่าครองชีพต่างๆ โดยรวมก็แพงตามไปด้วย ที่ Manhattan จะแบ่งเมืองเป็น Uptown กับ Downtown อ่าบางคนอาจจะเคยเห็นในหนัง มีแต่ตึกสูงๆทั้งนั้นเลยส่วนใหญ่ ส่วนเมือง Bronx จะอยู่้เหนือจากเมือง Manhattan จะเป็นเมืองของโซนคนดำ โซนนี้น่ากลัวอยู่ผมก็ยังไม่เคยไปเยือนเหมือนกัน เห็นคนรู้จักบางคนที่อยู่เคยอยู่บอกว่า บางทีมันก็จี้เอาแบบกลางวันแสกๆ เอาเป็นว่าน่ากลัวแล้วกันนะไม่ค่อยมีรายละเอียดมากเท่าไหร่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตใน New York City มีอะไรให้ตื่นเต้นเยอะเลย NYC มันมีหลายโซนนะ Queens โซนนี้เป็นโซนที่ถือว่า Nice เลยทีเดียวเพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะพักอยู่กันโซนนี้ ถือว่าถูกและปลอดภัยดีมากๆเลย น่าอยู่ดี อ่อไม่มีตึดสูงๆ ด้วยนะอากาศดีมีต้นไม้อยู่เยอะเลยทีเดียวค่าใช่จ่ายก็ถือว่า ok นะไม่ถูกไม่แพงรับได้</p>
<p>แต่ถ้าไปอยู่เมือง Manhattan จริงๆมันเป็นเกาะเลยแหละ อันนี้คงจะไม่ไหว เพราะว่าึค่าครองชีพมันแพงมากๆ เดือนนึงค่าห้องน่าจะสักประมาณ 1000$ น่าจะได้ อ่อจะบอกว่า ถ้ามาที่นี่คนไทยใช้หน่วยเงิน Dollar ว่าบาทนะไม่ต้องตกใจ 1000$ ก็จะบอกว่า 1000 บาทอะไรแบบนี้ อยู่เมือง Manhattan<span id="more-239"></span> ต้องมีตังจริงๆ ไม่ใช่ว่าค่าห้องจะแพงอย่างเดี่ยวนะค่าครองชีพต่างๆ โดยรวมก็แพงตามไปด้วย ที่ Manhattan จะแบ่งเมืองเป็น Uptown กับ Downtown อ่าบางคนอาจจะเคยเห็นในหนัง มีแต่ตึกสูงๆทั้งนั้นเลยส่วนใหญ่</p>
<p>ส่วนเมือง Bronx จะอยู่้เหนือจากเมือง Manhattan จะเป็นเมืองของโซนคนดำ โซนนี้น่ากลัวอยู่ผมก็ยังไม่เคยไปเยือนเหมือนกัน เห็นคนรู้จักบางคนที่อยู่เคยอยู่บอกว่า บางทีมันก็จี้เอาแบบกลางวันแสกๆ เอาเป็นว่าน่ากลัวแล้วกันนะไม่ค่อยมีรายละเอียดมากเท่าไหร่ ตัดทิ้งไปเลยถ้าจะมา New York  แล้วจะมาอยู่เมืองนี้</p>
<p>เมือง Brooklyn เป็นเมืองที่อยู่ทางใต้ของ Queens เมืองนี้ก็โอเคถ้าจะมาอยู่ แต่บอกเลยว่าการเดินทางค่อยข้างลำบากยิ่งในทางใต้ๆเพราะค่อนข้างไกลจากแหล่งสำคัญของ New York ความรู้สึกผมเหมือนอยู่ชานๆเมืองอะประมาณนั้น</p>
<p>เมืองที่น่าอยู่ที่ผม Recommend ก็คงจะหนีไม่พ้น เมือง Queens ใน Queens จะมีโซนหนึ่งชื่อ Elmhurst โซนนี้เรียกได้ว่า Thai Town เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นโซนที่คนไทยพักอยู่แถวนั้นกันเยอะมาก แล้วก็จะมี Super Market จีนมีร้่านอาหารไทยอยู่พอสมควรเลยทีเดียวเอาเป็นว่าอยู่แถวนี้มีอะไรให้ซื้อกินไม่อดตายแน่นอน</p>
<p>อ่อมาพูดถึงสนามบินก่อนใครที่จะมา New York City จะต้องมาลงที่สนามบิน JFK ฟังทีแรกก็งง อะไรวะ JFK อ่อ จริงๆมันคือชื่อของสนามบินที่เป็นชื่อย่อมาจาก John F Kennedy อดีตประธานาธิบดีของเมกาที่ถูกลอบสังหารนั่นเอง วันแรกที่ลงที่สนามบินนี้ฝนตกหนักมากหนาวด้วยเป็นช่วงปลายๆของ Winter เพิ่งจะรู้ว่าการหาใจหรือพูดเป็นไอมันเป็นยังไง ก็ตอนที่เดินออกมารอเพื่อนที่สนามบินนั่้นแหละ ก็ไม่เคยไปประเทศไหนมาก่อนนี่น่ามาที่แรกก็ครึ่งโลกเลย แถมบินเดี๋ยวมาเลยลุยโลดข้ามโลก ตอนลงสนามบินจำเป็นอย่้างมากต้องโทรศัพท์หาคนรู้จัก ไม่งั้นคงไปไหนต่อไม่ถูกเหมือนหายตัวแล้วมาโผล่ที่ NYC มันจะมีตู้โทรศัพท์อยู่ในสนามบิน ก็พยายามไปหาที่แรกเหรียญหน่อยแล้วกันหรือพกติดตัวมาสัก 3-4 เหรียญก็จะดี จำได้ว่ามันให้หยอดเหรียญ Quarter เหรียญ 25 Cents นั่นแหละแล้วก็โทรนัดเพื่อนมารับได้เลย การออกจากสนามบินจะมี Subway (ที่บ้านเราเรียกกันว่า BTS นั่นเองแต่ที่นี่เรียกว่า Subway) สาย Air Train สายนี้รู้สึกจะเสีย 7$ หรือยังไงไม่มันใจเหมือนกันเพราะไม่เคยนั่งเห็นเพื่อนบอก ไม่สามารถใช้บัตรรายเดือนหรือรายวันได้ การตลาดมากๆเลย แต่ก็ทำถูกแล้ว ที่คิดค่าบริการแพงกว่าในโซนสนามบิน ตอนที่ขึ้น Air Train อย่าลืมขอ Map Subway NYC มาด้วยนะ เดี่ยวจะหลงทางเอา เอ่อวันนี้ง่วงแล้วอะขอไปนอนก่อนแล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังต่อเผื่อใครอยากมาเรียนมาภาษาหรือมาเที่ยวที่ New York City เมืองแห่งความฝันของหลายๆคน อิอิ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2009/07/24/life-in-new-york-city-part/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Come Back Again</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2009/07/22/come-back-again/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2009/07/22/come-back-again/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jul 2009 23:38:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogs]]></category>
		<category><![CDATA[Essay]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Slogan]]></category>
		<category><![CDATA[Summer]]></category>
		<category><![CDATA[Writing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=228</guid>
		<description><![CDATA[กลับมาเริ่มเขียน Blogs ใหม่อีกครั้ง หลังจากหายไป 4 เดือนพอดิบพอดี ตอนนี้ก็เรียนภาษาอยู่ที่ New York City มาได้ เกือบ 4 เดือนและ ภาษาดีขึ้นเยอะเลย โดยเฉพาะ Writing ไม่เคยคิดว่าคนโง่ ๆ อังกฤษอย่างเราจะเขียน Essay ภาษาอังกฤษอะไรยาวๆ ได้ขนาดเหมือนกัน ก็อาจารย์เล่นให้เขียนแล้วเขียนอีก เล่นเขียนซะจนหายโง่เลย แต่ก็ยังต้องฝึกอีกเยอะเลยทีเดียว ตอนนี้ที่ NYC เป็นช่วงของ Summer บางวันมันร้อนมันก็ร้อนซะจริงๆ 80++ F (ฟาเรนไฮด์) บางวันฝนคิดจะตกมันก็ตกลยซะงั้น คิดจะหนาวก็ไม่มีบอกกันก่อนเลย แถมบางวันมีหมอกลงด้วย บางวันมี 3-4 ฤดูมาพร้อมกัน แต่ก็ยังโชคดีที่ร่างกายยัง ok ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร เวลาช่วงนี้ของที่นี่ช้ากว่าไทยประมาณ 11 ชม เดี๋ยวพอเข้า Fall แหละมั้งเวลาถึงจะปรับเป็นช้ากว่าไทย 12 ชม ตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันทำไมต้องปรับเวลาก็เพราะว่าเวลาในช่วงกลางคือมันน้อยมากๆ เค้าปรับเวลาให้เข้ากับบรรยากาศของที่นี่ เพื่อให้ีรู้สึกว่าใน 1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลับมาเริ่มเขียน Blogs ใหม่อีกครั้ง หลังจากหายไป 4 เดือนพอดิบพอดี ตอนนี้ก็เรียนภาษาอยู่ที่ New York City มาได้ เกือบ 4 เดือนและ ภาษาดีขึ้นเยอะเลย โดยเฉพาะ Writing ไม่เคยคิดว่าคนโง่ ๆ อังกฤษอย่างเราจะเขียน Essay ภาษาอังกฤษอะไรยาวๆ ได้ขนาดเหมือนกัน ก็อาจารย์เล่นให้เขียนแล้วเขียนอีก เล่นเขียนซะจนหายโง่เลย แต่ก็ยังต้องฝึกอีกเยอะเลยทีเดียว</p>
<p>ตอนนี้ที่ NYC เป็นช่วงของ Summer บางวันมันร้อนมันก็ร้อนซะจริงๆ 80++ F (ฟาเรนไฮด์) บางวันฝนคิดจะตกมันก็ตกลยซะงั้น คิดจะหนาวก็ไม่มีบอกกันก่อนเลย<span id="more-228"></span> แถมบางวันมีหมอกลงด้วย บางวันมี 3-4 ฤดูมาพร้อมกัน แต่ก็ยังโชคดีที่ร่างกายยัง ok ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร เวลาช่วงนี้ของที่นี่ช้ากว่าไทยประมาณ 11 ชม เดี๋ยวพอเข้า Fall แหละมั้งเวลาถึงจะปรับเป็นช้ากว่าไทย 12 ชม ตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันทำไมต้องปรับเวลาก็เพราะว่าเวลาในช่วงกลางคือมันน้อยมากๆ เค้าปรับเวลาให้เข้ากับบรรยากาศของที่นี่ เพื่อให้ีรู้สึกว่าใน 1 วัน เวลากับบรรยากาศมันสัมพันธ์กันทั้งปี ที่บ้านเรา 6 โมงเย็นบรรยากาศจะคล้ายๆกับ 2 ทุ่มกว่าๆของที่นี่ ส่วนตอนเช้าสัก 6 โมงครึ่งของบ้านเราบรรยากาศจะคล้ายๆ กับที่นี่ตอนตี 5 กว่าๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยทำไมคนไทยถึงค่อนข้างขี้เกียจก็เพราัะกลางคืนมันเยอะกว่านี่เอง</p>
<p>ที่เริ่มกลับมาเขียน blog ต่อเนื่องจากตอนเช้าวันหนึ่งลืมตามขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่หว่า รู้สึกสับสนไปหมด มาที่นี่แน่นอนตั้งใจมาเอาภาษาสักปีหรือปีกว่าๆ ต่อโทรคงไม่ไหวใช้เงินเยอะพอดีแอบจน อีกอย่างไม่มีความคิดที่จะต่อด้วย ที่สับสนเพราะว่าอยากกลับไปไทยแบบมีอะไรที่รู้สึกคุ้มค่้ากลับการมาเมกาครั้งนี้ ที่ไม่ใช่แค่ได้ภาษาหรือสามารถหาตังเยอะๆ กลับไปไทยได้ เพราะนั่้นไม่ใช่ความฝันของเราเลย ภาษาอะคงได้กันอยู่แล้วแหละส่วนตังก็คงต้องทำงานหนักหน่อยถึงจะแบกเงินกลับไปได้เยอะๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหลายๆ คนมักจะโดดร่ม จะแบกไปให้เนื่อยทำไมหาได้ก็ใช้ที่นี่เลยดีกว่า แสนจะสบายที่นี่ แต่เราอยากได้อะไรที่มันมีค่ามากกว่านั้น แต่ยังหาสิ่งนั้นไม่เจอ เอาวะมาเปิด Blog ค้นหาตัวเองดีกว่าว่าเราชอบอะไร มีความสุขกับอะไร เผื่อจะคิดออกว่าเราควรทำอะไรกับตัวเองในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ด้วย Slogan งง งง กลับตัวเอง (ก็ตอนคิดมันงงตัวเองอยู่นี่หว่า)</p>
<p><strong>I am Ekapol, What am I?</strong></p>
<p><strong>ฉันคือเอกพล อะไรที่</strong><strong>เป็น</strong><strong>ฉัน</strong><strong>?</strong></p>
<p>คิดชื่อเสร็จก็ยังไม่หายงงกับตัวเอง เปลี่ยนชื่อเว็บใหม่เป็น http://iam.ekapol.com โหเทห์ป่าวชอบๆ (ชื่อเหมือนจะเข้าใจตัวเองนะแต่จริงๆกำลัง งง อยู่) เข้าได้ 2 แบบเลยนะ จะเข้าแบบ http://iamekapol.com หรือ http://www.ekapol.com ก็ได้นะ เดี๋ยวมัน redirect มาที่ http://iam.ekapol.com เอง อุส่ายอมเสียตังจดตั้ง 2 ชื่อเลยเอาชื่อเทห์ไว้ก่อน blog ช่างมัน อิอิ</p>
<p>มีเทห์กว่าอันนั้นอีกหน่อย อันนี้ชอบมากๆ ถึงมากที่สุดกลับอีเมล์ใหม่</p>
<p><strong>Email : iam@ekapol.com<br />
</strong><strong>Website : http://iam.ekapol.com</strong></p>
<p>โหๆๆๆๆ เทห์ระดับโลกเลยป่าวอันนี้ คิดได้ไงเนี่ย เพ้อเจ้อป่าว ภูมิใจกับชื่อตัวเองมากไปป่าววะเนี่ยเรา 5555+</p>
<p>นั่งคิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องไรดีหว่า เอาเป็นว่าจะพยายามเขียนเรื่องไร้สาระให้มากๆ ก็แล้วกัน เขียนเรื่องมีสาระคงจะไม่มีคนอ่านเป็นแน่ ok การบ้านตรึมเลย แล้วจะกลับเขียนต่อเน้อ จะพยายามๆ ไม่หายไปไหน อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคร๊าบบบบ ขอบคุณคร๊าบบบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2009/07/22/come-back-again/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

