<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>I am Ekapol &#187; New York</title>
	<atom:link href="http://iam.ekapol.com/tag/new-york/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://iam.ekapol.com</link>
	<description>New Yorker</description>
	<lastBuildDate>Wed, 19 Oct 2011 08:12:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 11)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2011/10/19/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-new-yorker-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2011/10/19/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-new-yorker-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 08:12:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Block]]></category>
		<category><![CDATA[BTS]]></category>
		<category><![CDATA[China Town]]></category>
		<category><![CDATA[Elmhurst]]></category>
		<category><![CDATA[Forest Hills]]></category>
		<category><![CDATA[Hot Sauce]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Street]]></category>
		<category><![CDATA[Subway]]></category>
		<category><![CDATA[White Sauce]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=555</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : วันแรกที่ไม่ราบรื่น ตื่นเช้าขึ้นมาวันแรกประมาณ 10 โมงได้ ลืมตาขึ้นในห้องใต้หลังคาสามเหลี่ยม หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครเพราะว่าเพื่อนของผมออกไปทำงานแล้ว เอายังไงดีเราจะทำอะไรก่อนดี หิวซะแล้วซิเรา อาบน้ำก่อนแล้วค่อนเดินออกไปหาอะไรกินดีกว่า แต่ว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดีเรา เอางี้เดินไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวคงจะมีอะไรให้ผมซื้อกินเองแหละ เดินออกจากบ้านมาประมาณ 2 Block ได้ จะเป็นหน้าโรงพญาบาลใหญ่ชื่อว่า Elmhurst Hospital ขออธิบายคำว่า Block ให้ฟังก่อนนะครับ คนที่นี่จะมีหน่วยของระยะการเดินทางเป็น Block นะครับ ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงบ้านของโนบิตะในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนดูนะครับ มันจะเป็น Block เหลี่ยมๆ ที่มีถนนรถล้อมรอบทุกทิศ คิดว่าเพื่อนๆ คงจะพอนึกภาพออกกันนะครับ เนื่องจากถนนที่นี่ใช้ระบบ Street ตัดกับ Avenue เพราะฉนั้นก็จะมีทั้ง Block สั้นและ Block ยาว Block สั้นจะเป็น Block ระหว่าง Street ถึง Street ถัดไป Block ยาวจะเป็น Block [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : วันแรกที่ไม่ราบรื่น</strong></p>
<p>ตื่นเช้าขึ้นมาวันแรกประมาณ 10 โมงได้ ลืมตาขึ้นในห้องใต้หลังคาสามเหลี่ยม หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครเพราะว่าเพื่อนของผมออกไปทำงานแล้ว เอายังไงดีเราจะทำอะไรก่อนดี หิวซะแล้วซิเรา อาบน้ำก่อนแล้วค่อนเดินออกไปหาอะไรกินดีกว่า แต่ว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดีเรา เอางี้เดินไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวคงจะมีอะไรให้ผมซื้อกินเองแหละ</p>
<p>เดินออกจากบ้านมาประมาณ 2 Block ได้ จะเป็นหน้าโรงพญาบาลใหญ่ชื่อว่า Elmhurst Hospital ขออธิบายคำว่า Block ให้ฟังก่อนนะครับ คนที่นี่จะมีหน่วยของระยะการเดินทางเป็น Block นะครับ ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงบ้านของโนบิตะในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนดูนะครับ มันจะเป็น Block เหลี่ยมๆ ที่มีถนนรถล้อมรอบทุกทิศ คิดว่าเพื่อนๆ คงจะพอนึกภาพออกกันนะครับ เนื่องจากถนนที่นี่ใช้ระบบ Street ตัดกับ Avenue เพราะฉนั้นก็จะมีทั้ง Block สั้นและ Block ยาว</p>
<p>Block สั้นจะเป็น Block ระหว่าง Street ถึง Street ถัดไป<br />
Block ยาวจะเป็น Block จาก Avenue ถึง Avenue ถัดไป<br />
ถ้าบอกว่าทางไปกี่ Block คนที่อยู่ที่นี่จะสามารถจินตนาการถึงความเหนื่อยได้เองว่า ตัวเองจะต้องเดินทางไปไกลขนาดไหน</p>
<p><span id="more-555"></span></p>
<p>หน้าโรงพญาบาลจะเป็นสนามเด็กเล่น มีคนเดินผ่านไปมาพลุกพล่านเต็มไปหมด ผมก็เห็นมีรถเข็นขาย Hot Dog จอดอยู่แถวหน้าโรงพยาบาล เอาแหละอาหารมื้อแรกของเรา เดินเข้าไปด้วยความมั่นใจ คิดอะไรไม่ออกก็เลยชี้นิ้วไปที่เมนูอาหารที่รู้สึกว่ามันน่ากินที่สุดและถูกที่สุด แล้วผมก็บอกคนขายว่า One คนขายก็พยักหน้าเป็นอันเข้าใจกันว่าผมต้องการ 1 ชิ้น และแล้วคนขายก็หันมาถามผมว่าจะเอาซอสอะไรอะไรใส่ไปกับ Hot Dog แต่ผมฟังไม่ออกว่าคนขายบอกว่าซอสอะไร ได้แต่ยืนทำหน้างงๆ ได้แต่พูดออกไปว่า เอ่อ คนขายก็ทำหน้าเซ้งๆ ใส่ผม ผมก็เลยบอกไปว่า You choose ประมาณว่าเลือกให้ผมหน่อยผมเลือกไม่ถูก เท่านั้นแหละครับคนขายก็ยื่นบ่นอะไรผมสักอย่าง แต่ไม่เป็นอะไรครับเพราะผมฟังไม่ออกอยู่แล้วว่าเค้าบ่นอะไรผม ไม่สนแล้วครับกินก่อนดีกว่า</p>
<p>ผมเพิ่งเข้าใจตอนนั้นแหละครับว่าอาหารมื้อแรกของคนที่มาใช้ชีวิตในต่างแดนมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดนเฉพาะคนที่ไม่เป็นภาษาอย่างผม กว่าอาหารจะตกถึงท้องได้นี่เล่นเอาเหงื่อตกกันเลยครับ ผมเพิ่งมาเข้าใจตอนหลังว่าคนขายเค้าถามผมว่าจะเอา Hot Sauce หรือ White Sauce ซึ่งเป็นซอสของอาหารที่ขายกันตามรสเข็นข้างทางที่นี่ครับ</p>
<p>เสร็จแล้วก็ได้เวลาท่องนิวยอร์คแล้วสิเรา เดินไปลง Subway ที่สถานี Elmhurst กะว่าจะเข้าไปเดินเล่นดูซะหน่อยว่าในเมืองเป็นยังไงบ้าง ลักษณะการใช้บัตรของที่นี่จะเป็นการรูด ไม่ต้องเสียบแล้วให้เด้งเหมือนรถไฟฟ้า BTS เมืองไทย ถ้าเรารูดแล้วมีไฟสีเขียวขึ้นว่า Go ก็พลักประตูแล้วเข้าไปได้เลย แต่ถ้าเรารูดเร็วเกินไปเครื่องจะบอกให้เรารูดใหม่อีกครั้ง ตรงนี้ต้องระวังนะครับตอนที่ไฟขึ้นว่า Go ให้เรารีบเข้าไปเลย ถ้าเราดันเผลอรูดบัตรซ้ำไป ในกรณีที่เราใช้บัตร Unlimited ไฟจะขึ้นว่า Just Used ซึ่งต้องรออีก 15 นาทีถึงจะกลับมารูดได้อีกครั้ง แต่ถ้าเราใช้บัตรแบบเติมเงินเราก็จะเสียค่าการเรียนรู้ความถูกผิดประมาณ 2 บาทกว่าๆ ว่าคราวหลังถ้าเขียวไฟขึ้น Go แล้วเข้าไปได้เลยนะไม่ต้องรูดซ้ำอีกรอบนะ ซึ่งผมเชื่อครับว่าคนที่มาอยู่ที่นี่หลายๆ คนรูดบัตรซ้ำกันมาทั้งนั้นครับ</p>
<p>เข้าไปยืนรอรถไฟในหลุม Subway รู้สึกว่าข้างในมันดูเก่ามากๆ มีขยะอยู่บนรางรถไฟด้วยแล้วแถมบางทีเห็นหนูวิ่งเล่นกันด้วยครับ อันนี้ก็ว่าไม่ได้ครับเพราะ Subway ที่นี่ถูกใช้มาเป็นร้อยปี แล้วแถมเปิดบริการตลอด 24 ชั่งโมง เอาแหละรถไฟสาย R มาแล้ว เข้าไปข้างในคนเต็มยืนกันเต็มไปหมด ผมก็ยืนโหนไปบนรถไฟนั่นแหละครับเพราะคนเยอะอยู่ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับความรู้สึกที่เราย้ายโรงเรียนแล้วเข้าไปเรียนในห้องวันแรก ตัวคนเดียวไม่รู้จักใคร เสียงของคนบนรถที่พูดกันตอนนั้น หูของผมไม่สามารถจับได้ว่าเค้าพูดอะไรกัน เป็นภาษาอังกฤษเต็มหัวผมไปหมด เหมือนผมกำลังยืนอยู่บนอีกโลกหนึ่งที่กำลังเป็นตัวอะไรสักตัวหนึ่ง</p>
<p>รถไฟก็วิ่งไปประมาณ 2 - 3 ป้ายผมก็เปิดดูแผนที่ที่พกมาว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ดูไปดูมาผมขึ้นรถไฟผิดขบวนนี่นา ผมจะเข้าเมืองแต่ทำไมรถไฟยิ่งวิ่งยิ่งออกจากเมือง ผมรีบวิ่งออกจากรถไฟมาตั้งหลักใหม่ มองดูที่ป้ายที่มีลูกศรชี้ อ่าวทำไมมันชี้ว่าไปสถานีปลายทาง Forest Hills หันไปหันมามีอีกป้ายเป็นลูกศรเขียนว่าไป Manhattan ก็เลยเดินอ้อมไปขึ้นรถไฟที่วิ่งสวนมาอีกทางหนึ่ง ซึ่งผมจะบอกอีกเหมือนกันว่าคนที่มาอยู่ที่นี่จะต้องเคยขึ้นรถไฟซึ่งวิ่งไปผิดทางกับทางที่เราต้องการจะไป มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นรถไฟที่นี่ครับ ถ้าเราไม่รู้ว่ารถไฟจะวิ่งไปทางซ้ายหรือทางขวา ให้ดูที่ป้ายว่าสถานีปลายทางไปสิ้นสุดที่ไหน ซึ่งถ้าเป็นสถานีรถไฟในเกาะ Manhattan ที่บ้านจะมีเขียนไว้เสมอว่า Up Town หรือ Down Town หมายถึงว่ารถไฟจะวิ่งขึ้นหรือจะวิ่งลงนั่นเอง</p>
<p>ผมนั่งรถไฟไปสักพักใหญ่ๆ ก็ออกจากรถไฟที่สถานี Canal ซึ่งตรงนั้นเป็นแหล่งที่เรียกว่า China Town เอาแหละลองไปเดินเล่นดูดีกว่าว่ามีอะไรน่าดูบ้าง เดินไปได้ 2 Blocks ผมเกิดอาการท้องเสียขึ้นมากระทันหัน แบบว่าไม่ไหวแล้ว เอายังไงดีเรามองซ้ายมองขวา ไม่มีห้างหรือปั้มน้ำมันเหมือนเมืองไทยเลย มาทางไหนกลับทางนั้นก็แล้วกันเรา ผมรีบวิ่งลงมานั่งรถไฟสาย R จากสถานี Canal มาลง Elmhurst บ้านพักซึ่งเป็นช่วงที่ทรมานมากครับ เพราะว่ามันเป็นระไฟสาย Local คือจะจอดทุกสถานี แต่ด้วยอารมณ์ตอนนั้นผมกลัวจะนั่งสายผิด อาจจะทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ ก็เลยต้องทนนั่งสาย Local กลับมาเข้าห้องน้ำที่บ้าน เพราะที่ New York เป็นเมืองที่หาห้องน้ำเข้าค่อนข้างยากมากที่เดียวครับ เพราะฉนั้นก่อนออกจากบ้านเราจะต้องมั่นใจว่าเราจะไม่ไปปวดอะไรกลางทางครับ</p>
<p><strong>เริ่มต้นชีวิตวันแรกใน New York City ของผม ก็เป็นวันที่ไม่มีอะไรราบรื่นในชีวิตของผมเอาซะเลย แล้ววันต่อๆ ไปจะมีอะไรให้ได้ลุ้นได้ตื่นเต้นกับชีวิตของผมอีกบ้าง</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2011/10/19/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-new-yorker-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 9)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2011/02/28/i-wanna-be-a-new-yorker-9/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2011/02/28/i-wanna-be-a-new-yorker-9/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 08:42:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Immigration]]></category>
		<category><![CDATA[JFK]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Non-Immigration]]></category>
		<category><![CDATA[ต.ม.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=513</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : ถึงแล้วนิวยอร์ค หลังจากที่เครื่องลงจอดที่ JFK เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินตามคนไทยที่เจอในเครื่องเพื่อจะมายังด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือที่เรียกกันว่า “ต.ม.” ก่อนที่เราจะเข้าก็จะต้องกรอกเอกสารประมาณ 2 ใบ ประมาณว่ามีของกินเข้ามาหรือเปล่า มีสิ่งผิดกฎหมายมามั้ย เอาเงินเข้ามาเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมก็แปลไม่ออกหรอกครับ แต่เพื่อนผมบอกให้ตอบ No ไปให้หมดเพราะถ้าตอบ Yes บางที่เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกให้เราเปิดกระเป๋าได้ อาจจะวุ่นวายไปกันใหญ่ ก่อนเข้าไปต่อแถวตรงด่านตรวจ ผมแนะนำว่าพยายามเตรียมเอกสารและกรอกเอกสารให้ครบก่อนนะครับ แล้วก็เดินเข้าแถวให้ถูกช่องนะครับ มันจะเขียนประมาณว่า Non-Immigration ถ้าเข้าผิดช่องอาจจะต้องกลับมาต่อแถวใหม่ แถมอาจจะโดนเจ้าหน้าที่งอแงใส่ด้วย ถึงตอน ต.ม. สัมภาษณ์ก็มีเรื่องกังวลเยอะแยกมากมาย พอพอกับตอนสัมภาษณ์วีซ่าเลยก็ว่าได้ครับ จะให้ผมเข้าประเทศมั้ยน้า มาทำไร พักที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่ อีกอย่างก็คือ กลัวจะว่าฟังไม่ออกว่าเค้าถามอะไรเรา ภาวนาขอให้เจอ ต.ม. ใจดีด้วยเถอะสาธุ ถึงคิวเราเจ้าหน้าที่ก็นั่งดูเอกสารไม่พูดไม่จาก สุดท้ายก็หันมาถามผม “First Time?” ด้วยความตกใจคิดอะไรไม่ออกก็เลยตอบ “Yes” ไปแบบไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่ไม่พูดไรชี้ให้ผมเดินเข้าไปเอาประเป๋าด้านในเลยครับ อะไรนะไม่ต้องตีตั๋วกลับไทยแล้วใช่มั้ยเรา อิอิ ผมนะอยากจะกระโดดกอดเจ้าหน้าที่ตรงนั้นเลย ใจดีจริง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : ถึงแล้วนิวยอร์ค</strong></p>
<p>หลังจากที่เครื่องลงจอดที่ JFK เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินตามคนไทยที่เจอในเครื่องเพื่อจะมายังด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือที่เรียกกันว่า “ต.ม.” ก่อนที่เราจะเข้าก็จะต้องกรอกเอกสารประมาณ 2 ใบ ประมาณว่ามีของกินเข้ามาหรือเปล่า มีสิ่งผิดกฎหมายมามั้ย เอาเงินเข้ามาเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมก็แปลไม่ออกหรอกครับ แต่เพื่อนผมบอกให้ตอบ No ไปให้หมดเพราะถ้าตอบ Yes บางที่เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกให้เราเปิดกระเป๋าได้ อาจจะวุ่นวายไปกันใหญ่ ก่อนเข้าไปต่อแถวตรงด่านตรวจ ผมแนะนำว่าพยายามเตรียมเอกสารและกรอกเอกสารให้ครบก่อนนะครับ แล้วก็เดินเข้าแถวให้ถูกช่องนะครับ มันจะเขียนประมาณว่า Non-Immigration ถ้าเข้าผิดช่องอาจจะต้องกลับมาต่อแถวใหม่ แถมอาจจะโดนเจ้าหน้าที่งอแงใส่ด้วย</p>
<p>ถึงตอน ต.ม. สัมภาษณ์ก็มีเรื่องกังวลเยอะแยกมากมาย พอพอกับตอนสัมภาษณ์วีซ่าเลยก็ว่าได้ครับ จะให้ผมเข้าประเทศมั้ยน้า มาทำไร พักที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่ อีกอย่างก็คือ กลัวจะว่าฟังไม่ออกว่าเค้าถามอะไรเรา ภาวนาขอให้เจอ ต.ม. ใจดีด้วยเถอะสาธุ ถึงคิวเราเจ้าหน้าที่ก็นั่งดูเอกสารไม่พูดไม่จาก สุดท้ายก็หันมาถามผม “First Time?” ด้วยความตกใจคิดอะไรไม่ออกก็เลยตอบ “Yes” ไปแบบไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่ไม่พูดไรชี้ให้ผมเดินเข้าไปเอาประเป๋าด้านในเลยครับ อะไรนะไม่ต้องตีตั๋วกลับไทยแล้วใช่มั้ยเรา อิอิ ผมนะอยากจะกระโดดกอดเจ้าหน้าที่ตรงนั้นเลย ใจดีจริง ๆ ด้วย<span id="more-513"></span></p>
<p>เดินเข้ามาหากระเป๋าซักพักบนเครื่องสายพาน อยู่ไหนหว่ากระเป๋าเรา เอ๊ะนั่นมันเชือกสีแดงที่แม่เราผูกไว้บนกระเป๋านี่น่า (แม่ผมกลัวลูกชายหากระเป๋าไม่เจอ เลยเอาเชือกสีแดงมาผูกไว้จะได้ให้เห็นชัด ๆ เยี่ยมครับ มันช่วยให้ผมหากระเป๋าได้ง่ายมาก ๆ) ลากกระเป๋าเดินมาถึงคนตรวจกระเป๋ายื่นใบตรวจของไปให้ เจ้าหน้าที่ถามผม “Food?” ผมก็ยิ้มๆ แล้วตอบไป No สิคร๊าบบ ผ่านฉลุยคับ ถ้าผมตอบ Yes ไปนี่ ผมคงต้องโดนรื้อกระเป๋ามาตรวจแน่ ๆ คร๊าบบ</p>
<p>ออกมาก็เดินไปหาแลกเหรียญ 25 เซ็นต์ มาหยอดตู้โทรศัพท์ โทรหาเพื่อนดีกว่า โอเค ใกล้ถึงแล้วอีก 10 นาทีเจอกันด้านนอก เพื่อนกำลังขับรถมารับ ผมก็รีบเลยครับกลัวจะหากันไม่เจอ แต่ปัญหาคือด้านนอกนี่มันตรงไหนหว่า ยืนงงอยู่พักนึงเพราะเพื่อนบอกว่าทางออกมันอยู่ชั้น 2 แต่ตอนนั้นมืดๆ มองไม่เห็นอะไร เดินไปถามคนที่ดูแต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ดีกว่า จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไปบ้าง แต่ใบหน้าของเจ้าหน้าที่นั้นกลายเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เต็มหน้าเลยครับ โอเคท่าทางเค้าจะช่วยอะไรผมไม่ได้ซะแล้ว เวลามีไม่มากเดินมั่วดีกว่าเรา เดินไปเดินมาก็เจอทางออกเข้าจนได้ครับ ซึ่งมันเป็นความซื่อบื้อของผมเองที่ไม่ได้มองป้ายอะไรเลย ทำให้เข้าใจผิดนึกว่ายืนอยู่ชั้น 1 แต่ที่ไหนได้ผมยืนอยู่ถูกชั้นแล้ว ทางออกก็อยู่ข้างๆ นั่นแหละครับ</p>
<p>เดินออกมารอข้างนอก เป็นช่วงเวลาที่ฝนตกหนักเพิ่งจะผ่านไปเหลือแต่ละอองฝนปอยๆ อากาศหนาวเย็นยะเยือกครับ คิดว่าไม่น่าจะเกิน 5 องศาได้ครับ ดีนะที่ผมเตรียมเสื้อกันหนาวเผื่อมาด้วย ไม่งั้นยืนหนาวตายแน่ๆ เป็นครั้งแรกที่ผมหายใจออกมาเป็นไอเหมือนในหนังเกาหลีเลยครับ  ผมก็เลยเล่นหายใจเข้าทางจมูกแล้วก็หายใจออกทางปากซะเลย ไอจะได้ออกมาเยอะๆ สนุกดีครับ ลมที่นี่หนาวจริง ๆ ครับ พัดทีหนาวเหน็บมาก ๆ ครับ</p>
<p>ทันใดก็มีเสียงคนเรียกมา “หนึ่งๆ กรูอยู่นี่ คันนี้ๆ” นั่นไงเสียงเพื่อนตัวแสบของเรานั่นเอง ดีใจมากครับที่ได้เจอเพื่อน คิดในใจรอดแล้วเราคืนนี้มีที่นอนแล้วเย้! ถึงตอนขนกระเป๋าขึ้นรถยังมาบ่นกับผมอีกว่า อะไรเนี่ยทำไมเอาของมาน้อยจัง รู้งี้ฝากของมาเพิ่มดีกว่า คิดได้นะเพื่อนเรา แบกกะทะขนมครกมาให้ก็บุญแล้วเพื่อน ขึ้นรถเสร็จก็โทรกับบ้านหาพ่อก่อนเลยครับ เพราะเพื่อนบอกว่าพ่อโทรมาหาหลายรอบแล้ว โทรบอกพ่อว่าถึงแล้วเจอเพื่อนแล้ว ที่บ้านก็หายห่วงครับ แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังกังวลอยู่ครับ ได้แต่บอกไปว่าไม่ต้องเป็นห่วงครับผมดูแลตัวเองได้</p>
<p>ตอนนั่งรถมาก็รู้สึกว่าสิ่งรอบข้างของเรามันเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยไปหมดเลยครับ รถก็นั่งคนละข้างกับรถที่เมืองไทย ในรถมีเครื่องทำความร้อนด้วย บรรยากาศรอบข้างก็มีอะไรต่อมิอะไรที่ดูเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปหมดครับ เพื่อนก็แนะนำนู่นแนะทำนี่มาตลอดทาง ฟังแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเพลียมาก แล้วก็ยังมึน ๆ กับโลกใบใหม่ นึกภาพที่เพื่อนเล่าให้ฟังไม่ออกจริง ๆ ครับ อยากจะบอกค่อยเล่าให้ฟังวันหลังก็ได้นะ ปล่อยผมพักก่อนเถอะ</p>
<p>และแล้วก็มาถึงบ้านพักครับ เปิดประตูบ้านเข้าไปก็ได้ยินเสียงเพื่อนพูดเป็นภาษาไทยกับคนในบ้าน อ่าวนี่บ้านคนไทยหรอ รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าอ่าวมาอยู่เมืองนอก แล้วมาอยู่บ้านคนไทยจะได้คุยภาษาอังกฤษมั้ยเนี่ย รู้สึกไม่ชอบขึ้นมานิดๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ห้องที่ผมอยู่เป็นห้องใต้หลังคาครับ ผมชอบนะครับมันเป็นห้องสามเหลี่ยมดูเก๋ดีมาก ๆ ไม่สนหล่ะครับตอนนี้ขอตัวไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ไม่ไหวแล้วไม่ได้อาบน้ำมาเป็นวันแล้วครับเหนี่ยวตัวมากๆ <strong>หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ทันใดนั้นเองเสียงเพื่อนตัวแสบก็ดังขึ้นมา พร้อมลุยนิวยอร์คแล้วหรือยังเพื่อน ไม่รู้จะถามทำไม พร้อมนานแล้วเพื่อน!!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2011/02/28/i-wanna-be-a-new-yorker-9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 07:43:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : บินแรกของผม ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : บินแรกของผม</strong></p>
<p>ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ</p>
<p>โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ<span id="more-500"></span></p>
<p>คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! ใครอยู่หลังเราว่า อ่าว!! แอบมีคนไทยมาต่อหลังเราด้วย แต่ว่าพวกเค้าจะไปไหนกันนะ ทำความรู้จักซะหน่อยดีกว่าเรา ได้ความมาว่าจะไปรัฐ New Jersey ที่ติดอยู่กับ New York ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่า New Jersey มันคืออะไรอยู่แถวไหน แต่ว่าพวกผมต้องไปลงที่สนามบิน JFK ก่อน ได้ยินแค่ JFK เท่านั้นแหละครับ จริงหรอไอ้น้อง พี่ก็ไปลงที่ JFK เหมือนกัน โอ้ยดีเลยน้อง พี่เพิ่งไปครั้งแรกยังไงตามๆ กันไปก็แล้วนะ โอเคครับพี่!! เฮ่อเรา เริ่มแสดงความเปิ่นต้องแต่ยังไม่บินเลยนะเรา</p>
<p>ตอนตรวจกระเป๋าได้แต่ นั่งลุ้นอยู่ครับว่าจะผ่านหรือเปล่า ไม่ได้กลัวน้ำหนักเกินหรอกครับ กลัวไอ้เจ้ากะทะขนมครกในกระเป๋าต่างหากครับ กลัวมันจะก่อเรื่องให้ตรวจกระเป๋าไม่ผ่านนั่นเองครับ พวกของเหลวผมก็ใส่ไปในกระเป๋า 2 ใบนั้นหมดครับ ไม่ได้เอาขึ้นเครื่องครับ ผมลืมเอากระเป๋าไปใส่ของจำเป็นเล็กๆ พวกติดตัวมาด้วยครับ อาที่ไปส่งผมเลยถอดกระเป๋าแม่ที่ค้าแบบที่เค้าใช้กันตามตลาดสด ให้ผมผูกติดตัวไว้ใส่เงินและเอกสารจำเป็นพวก ปากกา Passport , Visa, I-20 และใบ Boarding Pass ไว้ จะได้ไม่ต้องลุกไปหยิบในช่องเก็บของบนเครื่องครับ ผมว่ามันอะไรที่จำเป็นดีนะครับ</p>
<p>ผ่านไปอย่างเรียบร้อยสำหรับการตรวจ กระเป๋า ช่วงที่รอเวลาขึ้นเครื่องก็เลยเดินไปแลกเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเจ็บใจเอามากๆ เพราะค่าเงินดอลล่าร์ที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่าที่ผมไปแลกมาซะอีก เจ็บใจๆ ประมาณตี 1 โอเค ล่ำลาพ่อแม่และญาติๆ ที่มาส่ง กอดพ่อแม่คนละทีก่อนไป แล้วเจอกันปีหน้าครับไม่ต้องเป็นห่วง เดินเข้าไปในสนามบินผ่านด่านตรวจคน ถ่ายรูปซะหน่อย หล่อป่าวไม่รู้ เดินต่อเข้าไปข้างใน ผมนี่ก็บ้านนอกจริงๆ ครับ เพิ่งรู้ว่าข้างในสนามบินมันเป็นร้านขายของหรูๆ เยอะแยะมากมาย ก็ตอนนั้นเองครับ</p>
<p>เดินไปตามทางจนถึงจุดที่นั่งรอขึ้นเครื่องอีก ตั้ง 1 ชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก มีทีวีข่าวภาษาอังกฤษเปิดอยู่ ตอนนั้นฟังไม่ออกหรอกครับ นั่งดูแก้เซ้งไปงั้นแหละครับ ได้แต่คิดว่ากลับมาจะต้องฟังให้ออก นั่งเบื่อๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาเดินขึ้นเครื่อง โชคดีครับได้นั่งติดหน้าต่างพอดี อยากมองท้องฟ้าเมืองไทยมานานแล้ว กับตันเดินมาตรวจผู้โดยสารว่ารัดเข็มขัดพร้อมออกแล้วยัง ได้เวลาเครื่องออก สำหรับคนที่นั่งเครื่องครั้งแรก ตอนที่เครื่องพุ่งขึ้นจากพื้นมันเป็นอะไรตื่นเต้นและน่าสนุกมากๆ ครับ ยังแอบจำความรู้สึกนั้นได้ครับ</p>
<p>ว้าวววว ท้องฟ้าเมืองไทยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง แสงไฟสว่างสวยงามเต็มไปหมด นั่งมองท้องฟ้าเมืองไทยจนลับตาผม แย่แล้วสิของผมของกินมาแล้ว กินก่อนๆ อร่อยมากๆ ครับเพราะตอนนั่งรอแอบหิวเอามากๆ หลังจากนั้นก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็สนามบินคูเวตเลยครับ แน่นอนครับลงจากเครื่องก็มองๆ คนไทยที่เจอก่อนขึ้นเครื่อง ไปไหนกันขอผมตามไปด้วย เดินไปก็เจอคนไทยรวมประมาณ 5-6 คนได้ มีเพื่อนแล้วเรา นั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ครับแอบเบื่อนิดหน่อย นิวน้ำก็หิวแต่ไม่กล้าซื้อไรเพราะซื้อไม่เป็น อดใจรอไปดื่มน้ำบนเครื่องดีกว่าเรา</p>
<p>บินต่ออีกทีไปเปลี่ยนเครื่องที่ London ครับ รอบนี้เริ่มเมื่อยแล้วครับนั่งมานานแสนนานครับ โอเคเดินไปด่านตรวจคนอีกรอบในสนามบิน London เดินผ่านเครื่องตรวจ ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ผ่านครับ ตายแล้วเราเกิดไรขึ้นเนี่ย เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเข็มขัดออกเครื่องก็ยังร้อง ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ยอมหยุด เฮ่อจะรอดมั้ยเนี่ยเรา บอกให้ผมควักของในกระเป๋ากางเกงออกมาชูขึ้น มันเป็นเงินสดแบงค์ 100 ดอลล่าร์เป็นปึกครับ ทุกคนหัดมาทางผมหมดเลย ไม่ได้มองผมนะครับ เค้ามองเงินสดที่ผมถืออยู่ในมือนี่แหละครับ เพราะคงไม่มีใครกล้าถือเงินสดเป็นปึก แบบนั้นใส่กระเป๋ากางเกงมาหรอกครับ สุดท้ายก็มาเจอเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้เครื่องร้องไม่หยุดจนได้ มันคือสายสร้อยพระคล้องคอจากวัดที่ผมไปกราบไหว้มานั่นเอง เล่นเอาซะผมตกใจหมดเลยครับ</p>
<p>หลักจากเปลี่ยนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาบินต่อมายังนิวยอร์คครับ วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกค่อนข้างหนักทีเดียวครับ ผมมองออกไปข้างนอกไม่เห็นอะไรเลยครับ รวมเวลาที่เดินทางทั้งหมดก็ประมาณ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดีครับ เครื่องใกล้ลงแล้ว ใกล้ถึงแล้วสินะ ครึดดดดด ครึดดดดด <strong>ทันทีที่ล้อเครื่อง</strong><strong>ลง</strong><strong>แตะพื้น โลกของความฝันของผมก็จบลง ถึงแล้วสินะโลกแห่งความจริง กับโลกใบใหม่ของผมที่ New York City : The City Of My Life</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 May 2010 09:07:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Relax]]></category>
		<category><![CDATA[Top World City]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=431</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อผมเริ่มที่จะมาทำความฝันที่จะมา New York ให้ได้นั้น อุปสรรค์ต่างๆ นาๆ ก็เริ่มโถมเข้ามามากมาย อุปสรรค์หนึ่งก็คือเรื่องเงินครับ เพราะผมและครอบครัวของผมไม่รู้ว่า มาแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วมาถึงจะหาเงินมา Support ค่าใช้จ่ายได้จากทางไหนบ้าง แล้วทางที่มีนั้นจะทำได้จริงหรือเป่า บอกตรงๆ ว่าบ้านผมไม่ได้รวยครับมีแต่เงินหมุน ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ๆ ที่คิดจะใช้ก็ใช้เลยโดนไม่จำเป็น หรือใช้ไปแล้วมองไม่เห็นอนาคตของเงิน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้ก็สามารถแบ่งออกมาใช้ได้ครับ แน่นอนครับการมา New York คือลงทุนที่มองไม่เห็นภาพและอนาคตที่ชัดเจนใจสายตาของครอบครัวผม  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันเป็นอุปสรรค์ที่ใหญ่กว่าเรื่องเงินก็คือ อุปสรรค์ทางความคิดและสภาพแวดล้อมรอบข้าง ครอบครัวผมบอกผมว่า ได้เรียนจนจบมหาลัยก็บุญแล้ว แถวบ้านเราไม่มีใครได้เรียนสูงขนาดนี้หรอกนะ จะไปทำไมกันเมืองนอกเมืองนาทำไม อยู่เมืองไทยก็ดีถมเถไป ไปแล้วกลับมาจะทำไร ไปแล้วเราจะเอาภาษาที่ได้ไปใช้ทำอะไรบ้างหล่ะ ไปแล้วจะติดต่อกันยังไง จะไปกี่นาน ถ้าเกิดคนที่บ้านเป็นไรไปจะทำยังไง อันนี้เป็นคำถามที่ครอบครัวของผมถามผมมา แน่นอนครับผมมีคำตอบของผมที่ผมตอบไป แต่ครอบคัวของผมไม่ได้เข้าใจและคิดเหมือนที่ผมคิด ตอนแรกผมก็คิดไม่ออกที่จะแก้ปัญหานี้ยังไงนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ผมผ่านอุปสรรค์เหล่านี้ไปได้ ก็คือผมต้องใช้ทั้งเหตุผลและเวลา ผมรู้ว่ามันมีจุดที่ยอมรับและเข้าใจกันได้ แต่สุดท้ายผมก็ใช้เหตุผลและเวลามาทำให้ครอบครัวของผมค่อยๆ เข้าใจจนได้ ช่วงชีวิตที่ผมทำงานอยู่นั้นเวลาได้เงินมา ใครๆ ก็อยากจะใช้เงินครับ ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย ตามแฟร์ชั่น อยากได้นู่นอยากได้นี่ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยติดอยู่กับความคิดเหล่านี้ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่เพื่อนๆ สนิทของผมมีรถขับกันเรียกว่าแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ บางคนก็ซื้อเงินสดบางคนก็กำลังผ่อนอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อผมเริ่มที่จะมาทำความฝันที่จะมา New York ให้ได้นั้น อุปสรรค์ต่างๆ นาๆ ก็เริ่มโถมเข้ามามากมาย อุปสรรค์หนึ่งก็คือเรื่องเงินครับ เพราะผมและครอบครัวของผมไม่รู้ว่า มาแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วมาถึงจะหาเงินมา Support ค่าใช้จ่ายได้จากทางไหนบ้าง แล้วทางที่มีนั้นจะทำได้จริงหรือเป่า บอกตรงๆ ว่าบ้านผมไม่ได้รวยครับมีแต่เงินหมุน ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ๆ ที่คิดจะใช้ก็ใช้เลยโดนไม่จำเป็น หรือใช้ไปแล้วมองไม่เห็นอนาคตของเงิน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้ก็สามารถแบ่งออกมาใช้ได้ครับ แน่นอนครับการมา New York คือลงทุนที่มองไม่เห็นภาพและอนาคตที่ชัดเจนใจสายตาของครอบครัวผม  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันเป็นอุปสรรค์ที่ใหญ่กว่าเรื่องเงินก็คือ อุปสรรค์ทางความคิดและสภาพแวดล้อมรอบข้าง</p>
<p>ครอบครัวผมบอกผมว่า ได้เรียนจนจบมหาลัยก็บุญแล้ว แถวบ้านเราไม่มีใครได้เรียนสูงขนาดนี้หรอกนะ จะไปทำไมกันเมืองนอกเมืองนาทำไม อยู่เมืองไทยก็ดีถมเถไป ไปแล้วกลับมาจะทำไร ไปแล้วเราจะเอาภาษาที่ได้ไปใช้ทำอะไรบ้างหล่ะ ไปแล้วจะติดต่อกันยังไง จะไปกี่นาน ถ้าเกิดคนที่บ้านเป็นไรไปจะทำยังไง อันนี้เป็นคำถามที่ครอบครัวของผมถามผมมา แน่นอนครับผมมีคำตอบของผมที่ผมตอบไป แต่ครอบคัวของผมไม่ได้เข้าใจและคิดเหมือนที่ผมคิด ตอนแรกผมก็คิดไม่ออกที่จะแก้ปัญหานี้ยังไงนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ผมผ่านอุปสรรค์เหล่านี้ไปได้ ก็คือผมต้องใช้ทั้งเหตุผลและเวลา ผมรู้ว่ามันมีจุดที่ยอมรับและเข้าใจกันได้ แต่สุดท้ายผมก็ใช้เหตุผลและเวลามาทำให้ครอบครัวของผมค่อยๆ เข้าใจจนได้<span id="more-431"></span></p>
<p>ช่วงชีวิตที่ผมทำงานอยู่นั้นเวลาได้เงินมา ใครๆ ก็อยากจะใช้เงินครับ ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย ตามแฟร์ชั่น อยากได้นู่นอยากได้นี่ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยติดอยู่กับความคิดเหล่านี้ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่เพื่อนๆ สนิทของผมมีรถขับกันเรียกว่าแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ บางคนก็ซื้อเงินสดบางคนก็กำลังผ่อนอยู่ เวลาผมที่ไปไหนมาไหนกับเพื่อนผมมักจะติดรถเพื่อนๆ ไปนั่นแหละครับ บางครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกด้อยไปเหมือนกันครับ มีครั้งหนึ่งผมบอกกับตัวเองว่าผมจะต้องมีรถให้ได้ ผมตัดสินใจโทรไปคุยกับพ่อว่าผมจะเก็บตังผ่อนรถ คำตอบสั้นๆ ที่ผมได้มาจากพ่อในวันนั้นคือ รถจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ผมจำประโยคนี้ไปจนวันตายเลย หลังจากนั้นผมไม่เคยคิดที่จะมีรถอีกเลย ถ้ามันไม่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของผม เอาแหละติดรถเพื่อนเหมือนเดิมนี่แหละ ใครอยากว่าไรก็ว่าไป ผมรู้สึกว่าผมตัดสินใจถูกนะครับ เพราะถ้าผมมีรถในวันนี้ผมคงไม่ได้มาเรียนรู้ชีวิตความเป็น New Yorker ของผมเป็นแน่ คงกำลังหน้ามุยนั่งหาตังผ่อนรถอยู่แน่นอนครับ</p>
<p>เวลาที่เราทำงานมีเพื่อนร่วมงานเยอะๆ ทำงานหนักๆ มา สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องการก็คือการ Relax การได้ออกไปนู้นออกไปนี่ สังสรรค์กินเหล้ากินเบียร์ เที่ยวคลับเที่ยวบาร์ ปกติผมเป็นคนที่ใครชวนไปไหนก็ไป ผมก็หมดเงินไปเยอะอยู่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ความสุขที่ได้จากตรงนั้น ไม่ใช่ความสุขที่ยืนยาว และไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการได้ทำความฝันของผม ผมเริ่มที่จะควบคุมการสังสรรค์ ออกบ้างแต่ไม่ใช่ทุกครั้งไป ปฎิเสธเมื่อปฎิเสธได้ ออกเมื่อจำเป็น ผมรู้สึกว่าถ้าผมออกทุกครั้งไปผมจะค่อยๆ ลืมความฝันของผมไปทีละนิดละน้อย เพราะความฝันของผมอาจจะถูกกลืนไปโดยความสุขนั้นเอง</p>
<p>สำหรับผมผมเป็นคนที่ไม่มีใครครับ ส่วนตัวผมแล้วผมไม่ได้เสียใจนะครับ แต่ผมกลับดีใจซะมากกว่าที่ผมไม่มีแฟน มันทำให้ผมไม่มีข้ออ้างที่จะยึดติดอยู่กับใครสักคนหนึ่ง ผมมั่นใจว่าถ้าผมมีแฟนในวันนั้นผมคงจะไม่ได้มาเหยี่ยบ Top City in The World อย่าง New York City เป็นแน่  งั้นผมขอทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำก่อนที่ผมจะมีใครมาคอยบอกผมว่า อย่าไปเลยนะ</p>
<p>อุปสรรค์ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็คือ การที่เราลืมความฝันของตัวเองไป บางครั้งผมก็เคยลืมความฝันของผมไปเหมือนกัน ด้วยความเหนื่อยล้าต่างๆ นานา บางครั้งผมก็รู้สึกท้อแท้จนแบบว่า ไม่เป็นไรไม่ไปก็ได้อยู่เมืองไทยก็ได้ แต่จิตใต้สำนึกของผมมันพยายามบอกผมว่า <strong>ลุกขึ้นๆ เอกพล ถ้าโอกาสมันลอยผ่านไป มันจะกลับมาอีกไม่ได้แล้วนะ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อทิปมีความหมายมากกว่าเงิน</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Apr 2010 09:05:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Packer]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Waiter]]></category>
		<category><![CDATA[ทิป]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=377</guid>
		<description><![CDATA[วันหนึ่งผมเข้าไปทำงานที่ร้านอาหาร วันนั้นผมทำงานในตำแหน่ง Packer คือคอยเอาอาหารใส่ถุงไว้ให้คนไปส่ง Delivery ส่วนมากแล้วตำแหน่ง Packer มักจะได้เงิน Fix ตายตัว บางทีก็อาจจะมีเงินพิเศษเพิ่มเติมบ้าง หรือทาง Waiter อาจจะแบ่งเงินให้บ้างถ้าหาวันนั้นได้ทิป มาเยอะๆ ปกติร้านที่ผมเป็นร้านเล็กๆ ครับ มีแค่ Waiter กับ Packer วันนั้นผมทำงานกับ Waiter คนหนึ่ง เป็นช่วงที่ร้านกำลังยุ่งมาก ทั้งคนที่โทรศัพท์มาสั่งอาหาร ทั้งคนที่เดินเข้ามาสั่งอาหารในร้าน ก็เป็นหน้าที่ผมที่จะต้องออกไปช่วยรับ order ลูกค้า เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า พูดง่ายๆ ก็คือผมต้องไปช่วย waiter ทำงานใส่ส่วนที่ over มานั่นเอง หลังจากหายยุ่ง ผมก็กลับไปวุ่นวายกับงานของผมข้างในครัวต่อ สักพักเสียงเรียกจากพี่ข้างนอกมาว่า “หนึ่งๆ ออกมารับทิปหน่อย” ผมก็งงตอนแรกนึกว่าจะให้ผมเดินไปเก็บเงินกับทิปที่โต๊ะลูกค้า ผมก็ตะโกนออกไป “ครับพี่ๆ” พอเดินออกไปผมก็ทำให้ผมแปลกใจ เพราะลูกค้ากำลังยืนรอผมอยู่ที่ Counter แล้วเค้าก็ยืนเงินทิป ให้ผม ผมรับมาเสร็จผมก็หันไปกำลังจะใส่ทิป ไปในกระป๋องทิปรวมที่เป็นของ waiter ลูกค้ารีบหันมาทางผม แล้วบอกผมด้วยน้ำเสียงอย่างจริงจังทันทีว่า “That [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันหนึ่งผมเข้าไปทำงานที่ร้านอาหาร วันนั้นผมทำงานในตำแหน่ง Packer คือคอยเอาอาหารใส่ถุงไว้ให้คนไปส่ง Delivery ส่วนมากแล้วตำแหน่ง Packer มักจะได้เงิน Fix ตายตัว บางทีก็อาจจะมีเงินพิเศษเพิ่มเติมบ้าง หรือทาง Waiter อาจจะแบ่งเงินให้บ้างถ้าหาวันนั้นได้ทิป มาเยอะๆ ปกติร้านที่ผมเป็นร้านเล็กๆ ครับ มีแค่ Waiter กับ Packer วันนั้นผมทำงานกับ Waiter คนหนึ่ง เป็นช่วงที่ร้านกำลังยุ่งมาก ทั้งคนที่โทรศัพท์มาสั่งอาหาร ทั้งคนที่เดินเข้ามาสั่งอาหารในร้าน ก็เป็นหน้าที่ผมที่จะต้องออกไปช่วยรับ order ลูกค้า เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า พูดง่ายๆ ก็คือผมต้องไปช่วย waiter ทำงานใส่ส่วนที่ over มานั่นเอง หลังจากหายยุ่ง ผมก็กลับไปวุ่นวายกับงานของผมข้างในครัวต่อ สักพักเสียงเรียกจากพี่ข้างนอกมาว่า “หนึ่งๆ ออกมารับทิปหน่อย” ผมก็งงตอนแรกนึกว่าจะให้ผมเดินไปเก็บเงินกับทิปที่โต๊ะลูกค้า ผมก็ตะโกนออกไป “ครับพี่ๆ” พอเดินออกไปผมก็ทำให้ผมแปลกใจ เพราะลูกค้ากำลังยืนรอผมอยู่ที่ Counter แล้วเค้าก็ยืนเงินทิป ให้ผม ผมรับมาเสร็จผมก็หันไปกำลังจะใส่ทิป ไปในกระป๋องทิปรวมที่เป็นของ waiter ลูกค้ารีบหันมาทางผม แล้วบอกผมด้วยน้ำเสียงอย่างจริงจังทันทีว่า “That for you”  แล้วให้ผมเก็บเอาเงินใส่กระเป๋าไป ผมยืนอึ้งอยู่แปบนึงได้แค่ say “Thank you!” ออกไป เพราะมันเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกและเข้าใจเลยว่า ทิปไม่ใช่เงินแต่แค่มันเหมือนสัญลักษณ์ที่แทนความรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณในที่นี้คือความรู้ขอบคุณจากใจจริงๆ ที่ผมคอยดูแลเค้า ในช่วงเวลาที่เค้ามานั่งกินข้าวที่ร้าน<span id="more-377"></span></p>
<p>อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าทิป คือการขอบคุณด้วยเงิน แต่ที่แปลกก็คือผมไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทิป มันมีความหมายมากขนาดนี้ เพราะปกติเราได้ทิป มาเพราะมันเป็นทำเนียมที่ต้องจ่ายทิป ถ้าใครไม่จ่ายอาจจะโดนด่า หรือโดนทวงได้ ให้ทิปน้อยก็โดนด่าอีกเช่นกัน เพราะคนที่ทำงานร้านอาหารที่นี่ได้เงินค่าตัวจากทิปนั่นเอง วันไหนทิปมากก็จะได้ตังมาก วันไหนทิปน้อยวันนั้นก็จะจนกลับบ้านไป ทุกอย่างที่เป็นอาชีพที่ต้องคอยบริการคนอื่นที่นี่ จึงถูกบังคับด้วยการจ่ายทิปซะส่วนมาก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทิปคือศีลน้ำใจที่คนคนหนึ่งมอบให้คนอีกคนหนึ่งด้วยความจริงใจ คุณจะให้ก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้เป็นสิทธิ์ของคุณ</p>
<p>ผมมาทำงานร้านอาหารที่ New York มันทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของอาชีพที่มีรายได้จากทิป หลังจากที่เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจคนพวกนี้ และบางครั้งผมก็รู้สึกไม่ชอบคนที่มาขอทิปผมเหมือนกัน เพราะบางครั้งมันทำให้เรารู้สึกรำคาญ ที่เมืองไทยนั้นเวลาเราไปจอดรถที่มีคนโบกรถ หรือเข้าไปในห้องน้ำที่มีคนมาคอยนวดไหล่ แล้วสุดท้ายเราก็ต้องจ่ายทิปคนพวกนี้ไปด้วยความหงุดหงิด มุมหนึ่งก็อย่าได้คิดไปรังเกียจพวกเค้า เพราะคนพวกนี้ก็คือคนๆนึงที่ทำมาหากินเหมือนกัน แต่เราจะให้ทิปเค้าหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราว่าควรจะให้เค้าดีหรือไม่ ถ้าเรารู้สึกว่าทิปนั้นแทนความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง เราก็ควรทำให้มันเกิดความรู้สึกดีๆ ทั้งผู้ให้และผู้รับ ให้ทิปเมื่อเรารู้สึกดีกับบริการ ให้ทิปให้เหมาะสมกับความถูกต้อง ไม่มากและไม่น้อยเกินไป และอย่าทำให้การให้ทิปของเรานั้น กลับมาทำร้ายความรู้สึกของเราเองหลังจากที่ให้ทิปเค้าไปแล้วนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนภาษาเกลาหลีด้วยการสะกดชื่อเพื่อนเกาหลี</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Feb 2010 09:01:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Korean Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Mexican]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Spanish]]></category>
		<category><![CDATA[นิวยอร์ค]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาเกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเกาหลี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=366</guid>
		<description><![CDATA[ตอนก่อนผมมาเรียนภาษาที่นิวยอร์ค ผมก็เป็นคนนึงที่ติดละครเกาหลีพอสมควรนะครับ (อย่าว่าแต่ผู้หญิงติดเลยผมก็คนหนึงที่ติดงอมแงม อิอิ) แต่พอหลังๆ ไม่ค่อยว่างเลยไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ ตอนดูตอนนั้นก็อยากจะฟังเกาหลีให้ออก เพราะบางเรื่องยังหาแปลไทยไม่ได้ อีกอย่างฟังคนเกาหลีพูดก็ดูน่ารักดี ดูไปบางคำก็เหมือนจะเข้าใจ (มั้ง) ตอนที่ติดอยู่นั้นอะอุส่าไปหาโปรแกรมฝึกพิมพ์เกาหลีมาลงเลยนะครับ สักพักก็เลิกบ้าไปเอง อิอิ แต่ตอนนี้เครื่องคอมผมจะมี 3 ภาษานะครับ คือ ไทย อังกฤษ เกลาหลี เพราะตอนนี้พออ่านภาษาเกาหลีออกหลายคำเลยลองพิมพ์เล่นบ้างบางที แต่ไม่รู้ความหมายนะครับ แค่พออ่านออกแบบช้าๆ ได้ เหมือนสมัยที่เราเริ่มหัดอ่านหนังสือนั่นแหละ เอ ??? จำกันได้มั้ยเอ่ยยยย หลังจากมาเรียนภาษาที่ New York ตอนมาก็ไม่รู้หรอกครับว่าจะได้มีเพื่อนเกาหลีเยอะแยะไปหมด คิดว่าจะมีแต่เพื่อนผมทองๆ ไหง๋ตอนมามีแต่เพื่อนหน้าตาเกาหลีเต็มไปหมดเลยแฮะ เวลาฟังเพื่อนๆ คุยกันอารมณ์เหมือนที่เราเห็นในหนังเกาหลีคุยกันนั่นแหละครับ บางทีก็จับได้ว่าเพื่อนๆ คุยกันเรื่องอะไรนะครับ แต่ไม่รู้ว่าคุยว่าอะไร รู้สึกสนุกดี อยู่ที่นี่สำหรับผมได้ฟังพูดหลายภาษาครับ โดยประมาณคร่าวๆ ต่อวันน่าจะ ภาษาอังกฤษ 45% หรือน้อยกว่านี้หว่า เห่อะๆ ภาษาไทย 30% เพราะเพื่อนไทยเยอะคับ พูดมากตอนไปทำงานที่ร้านอาหารไทยด้วยครับ ภาษาเกาหลี 15% ได้มั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนก่อนผมมาเรียนภาษาที่นิวยอร์ค ผมก็เป็นคนนึงที่ติดละครเกาหลีพอสมควรนะครับ (อย่าว่าแต่ผู้หญิงติดเลยผมก็คนหนึงที่ติดงอมแงม อิอิ) แต่พอหลังๆ ไม่ค่อยว่างเลยไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ ตอนดูตอนนั้นก็อยากจะฟังเกาหลีให้ออก เพราะบางเรื่องยังหาแปลไทยไม่ได้ อีกอย่างฟังคนเกาหลีพูดก็ดูน่ารักดี ดูไปบางคำก็เหมือนจะเข้าใจ (มั้ง) ตอนที่ติดอยู่นั้นอะอุส่าไปหาโปรแกรมฝึกพิมพ์เกาหลีมาลงเลยนะครับ สักพักก็เลิกบ้าไปเอง อิอิ แต่ตอนนี้เครื่องคอมผมจะมี 3 ภาษานะครับ คือ ไทย อังกฤษ เกลาหลี เพราะตอนนี้พออ่านภาษาเกาหลีออกหลายคำเลยลองพิมพ์เล่นบ้างบางที แต่ไม่รู้ความหมายนะครับ แค่พออ่านออกแบบช้าๆ ได้ เหมือนสมัยที่เราเริ่มหัดอ่านหนังสือนั่นแหละ เอ ??? จำกันได้มั้ยเอ่ยยยย</p>
<p>หลังจากมาเรียนภาษาที่ New York ตอนมาก็ไม่รู้หรอกครับว่าจะได้มีเพื่อนเกาหลีเยอะแยะไปหมด คิดว่าจะมีแต่เพื่อนผมทองๆ ไหง๋ตอนมามีแต่เพื่อนหน้าตาเกาหลีเต็มไปหมดเลยแฮะ เวลาฟังเพื่อนๆ คุยกันอารมณ์เหมือนที่เราเห็นในหนังเกาหลีคุยกันนั่นแหละครับ บางทีก็จับได้ว่าเพื่อนๆ คุยกันเรื่องอะไรนะครับ แต่ไม่รู้ว่าคุยว่าอะไร รู้สึกสนุกดี อยู่ที่นี่สำหรับผมได้ฟังพูดหลายภาษาครับ โดยประมาณคร่าวๆ ต่อวันน่าจะ ภาษาอังกฤษ 45% หรือน้อยกว่านี้หว่า เห่อะๆ ภาษาไทย 30% เพราะเพื่อนไทยเยอะคับ พูดมากตอนไปทำงานที่ร้านอาหารไทยด้วยครับ ภาษาเกาหลี 15% ได้มั้ง (14% ฟัง 1% พูดมั่วๆ ไป) ที่เหลือก็ฟัง Spanish ครับโดยเฉพาะฟังพวกโก้ (คน Mexican ที่ทำงานในครัว) คุยกันในครัวครับ<span id="more-366"></span></p>
<p>เนื่องจากเดินไปทางไหนหรือเรียนห้องไหนก็จะเจอเพื่อนๆ เกาหลีพอสมควรผมก็เลยถือโอกาส คบเพื่อนเกาหลีหลายๆ คนครับ ตอนที่เพื่อนผมคุยกันในภาษาเกาหลี ตาผมจะชอบมองไปที่ปากที่เค้าพูดกัน มองซ้ายที่ขวาทีแล้วก็พยายามฟังเสียงคับ จนรู้สึกว่าหูผมจับสำเนียงของเค้าได้บ้างนะ เพราะตอนที่เพื่อนผมให้ลองพูดภาษาเกาหลีตามเค้า บางทีเพื่อนผมบอกว่าผมออกเสียงเหมือนคนเกาหลีมาก จะไม่เหมือนได้ไงก็ฟังพวกเพื่อนๆ พูดเกาหลีกันบ่อยมากๆ อีกอย่างฟังภาษาอังกฤษก็ฟังสำเนียงเกาหลี ตลกดี แฮะๆ เวลาเพื่อนคุยกันเราจะรู้สึกว่าหูของเราจะแยกคำไม่ออก ฟังอะไรก็ดูเหมือนจะพูดซ้ำกันไปหมด ถือเป็นโอกาสเพิ่มเติมของผมในการมาเรียนภาษาที่ New York เลยก็แล้วกันครับ ผมเลยพยายามไปลอง หาหนังสือเกาหลีมาอ่านดูยามว่างๆ รู้สึกว่ามันไม่อยากอย่างที่เราคิดเลยนะ มันก็เหมือนเราเริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่นี่แหละ ที่ไม่อยากนี่หมายถึงเรียนขำๆ นะ ได้ไม่ได้ไม่สน แต่ถ้าเอาจริงจังก็ยากครับ ตอนแรกผมคิดว่าต้องมาจำอักษรทุกตัวเหมือนภาษาจีนที่เป็นอักษรรูปภาพ จริงๆ มันมีแค่พยัญชนะกับสระเท่านั้นเอง ไม่มีเสียงวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทยด้วย ผมลองศึกษาดูรู้สึกว่ามันเหมือนอักษรภาษาอังกฤษเลย แค่วิธีการเขียนมันแลดูยากกว่าเท่านั้นเอง แต่ลองเขียนดูแล้วผมว่ามันแลดูน่ารักดีนะครับ อีกอย่างผมรู้สึกว่าคนคิดตัวอักษรเกาหลีต้องเก่งเลขแน่ๆ เลย เพราะผมรู้สึกว่ามันเหมือนเอาอะไรมาบวกกัน เหมือนเลขาคณิตอะไรประมาณนั้นอะครับ</p>
<p>หลังจากจำอักษรเกาหลีได้บ้างงูๆ ปลาๆ เขียนผิดบ้างถูกบ้าง เวลาเจอเพื่อนเกาหลีใหม่ๆ เริ่มแรกผมก็มักจะถามชื่อแล้วให้เค้าเขียนเป็นภาษาเกาหลีให้ดูหน่อย เสร็จแล้วผมก็อ่านตามโน๊ตเอาไว้บ้างว่าอ่านไง หลังๆ พอจำได้ว่าอักษรแต่ละตัวอ่านยังไง เวลาผมเจอเพื่อนเกาหลีใหม่ๆ ผมก็มักจะชอบถามว่าชื่อว่าไร แล้วผมก็เขียนชื่อเพื่อนเป็นภาษาเกลาหลีให้เพื่อนผมดู ผิดบ้างถูกบ้างๆ ตลกๆ กันไป พอตอนที่เขียนผิดเพื่อนผมก็จะช่วย เขียนใหม่ให้ถูกเอง มันช่วยให้หูผมแยกเสียงได้ว่า เสียงแบบนี้เป็นตัวอักษรไรในภาษาเกาหลี ตื่นเต้นมากๆ ครับ หนุกดีด้วย สรุปก็ได้แต่สะกดชื่อเพื่อนนั่นแหละอย่างอื่นก็ไม่ได้ ยากเกินไปอิอิ แต่ที่แน่ๆ ผมสามารถจำชื่อเพื่อนเกาหลีใหม่ ประมาณ 90% ได้เพียงในครั้งเดียว เพราะว่าผมรู้ว่าชื่อเค้าสะกดยังไงนั่นเอง เวลาเจอหน้าเพื่อนใหม่อีกครั้ง หัวมันจะนึกขึ้นมาเองว่าเคยสะกดชื่อเค้าไว้ว่าิอะไร ที่แน่ไปกว่านั้นวิธีนี้ทำให้ผมมีเพื่อนเกาหลีเยอะขึ้นมากๆ ครับ เรียกได้ว่า ผมเขียนชื่อเพื่อนได้ก็เหมือนผมก็ได้เพื่อนใหม่ึแหละครับ ผิดถูกไม่รู้มั่วไปก่อน และเพื่อนที่ผมรู้จักก็มักจะสอนคำพูดภาษาเกลาหลีตามมาอีกมากมายครับ ไว้่ค่อยเล่าต่อแล้วกันนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Following on Twitter and Facebook in New York City</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 18:47:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Developer]]></category>
		<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Follow]]></category>
		<category><![CDATA[Manhattan]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Search Google]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[Twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=357</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เดินไปตามถนนบนเกาะ Manhattan บ่อยมากพอสมควร โดนคนนู้นลากไปทีคนนี้ลากไปที ไปเองบ้างก็มี ตอนที่เดินไปตามถนนหาทางตามร้่านค้าต่างๆ ผมสังเกตุเห็นว่าเค้าจะมีป้ายเขียนไว้ว่า Follow Me on Twitter and Facebook เยอะแยะมากมายครับ ทั้งในลักษณะที่เป็นร้านค้าและตัวบุคคล บอกได้เลยว่ากระแส Follow กันนี้มาแรงมากๆ ครับ ในเมกาทั้ง Shop ข้างถนนต่างๆ ตาม Shop ออนไลน์ก็มีเยอะมากครับ พวกเสื้อผ้าอะไรแบบนี้ เรียกว่าจะทุกเว็บเลยก็ได้ ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยมีการโปรโมทสินค้าและบริการต่างๆ ผ่านทาง Social Network กันเยอะมากหรือเปล่าอะครับ? เพราะช่วงตอนที่ใครๆ ก็เล่น Facebook กับ Twitter กันผมไม่ได้อยู่ที่ไทยซะด้วยสิ เลยไม่ได้สังเกตว่าที่ไทยเป็นยังไงกันบ้าง ที่รู้ๆที่นี่ Twitter  กับ Facebook มีประโยชน์มากๆ ในการโปรโมทสินค้าและส่งข่าวสารให้กับ กลุ่มสมาชิกที่สนใจในสินค้าและบริการมากครับ ทำให้คนที่เป็นสมาชิกรู้สึกว่าได้รับอะไรจากการเป็นสมาชิกจริงๆครับ ไม่ใช่แค่เข้่าเป็นสมาชิก แล้วก็ไม่ค่อยจะมีอะไรอัพเดทเหมือนเว็บในบ้านเรา ที่ New York คนส่วนใหญ่ในทุกระดับ รู้จักการใช้ Internet [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้เดินไปตามถนนบนเกาะ Manhattan บ่อยมากพอสมควร โดนคนนู้นลากไปทีคนนี้ลากไปที ไปเองบ้างก็มี ตอนที่เดินไปตามถนนหาทางตามร้่านค้าต่างๆ ผมสังเกตุเห็นว่าเค้าจะมีป้ายเขียนไว้ว่า <strong>Follow Me on Twitter and Facebook</strong> เยอะแยะมากมายครับ ทั้งในลักษณะที่เป็นร้านค้าและตัวบุคคล บอกได้เลยว่ากระแส Follow กันนี้มาแรงมากๆ ครับ ในเมกาทั้ง Shop ข้างถนนต่างๆ ตาม Shop ออนไลน์ก็มีเยอะมากครับ พวกเสื้อผ้าอะไรแบบนี้ เรียกว่าจะทุกเว็บเลยก็ได้</p>
<p>ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยมีการโปรโมทสินค้าและบริการต่างๆ ผ่านทาง Social Network กันเยอะมากหรือเปล่าอะครับ? เพราะช่วงตอนที่ใครๆ ก็เล่น Facebook กับ Twitter กันผมไม่ได้อยู่ที่ไทยซะด้วยสิ เลยไม่ได้สังเกตว่าที่ไทยเป็นยังไงกันบ้าง ที่รู้ๆที่นี่ Twitter  กับ Facebook มีประโยชน์มากๆ ในการโปรโมทสินค้าและส่งข่าวสารให้กับ กลุ่มสมาชิกที่สนใจในสินค้าและบริการมากครับ ทำให้คนที่เป็นสมาชิกรู้สึกว่าได้รับอะไรจากการเป็นสมาชิกจริงๆครับ ไม่ใช่แค่เข้่าเป็นสมาชิก แล้วก็ไม่ค่อยจะมีอะไรอัพเดทเหมือนเว็บในบ้านเรา<span id="more-357"></span></p>
<p>ที่ New York คนส่วนใหญ่ในทุกระดับ รู้จักการใช้ Internet เข้ามาใช้ในกาีรโปรโมทสินค้าและบริการให้กับตนเอง และค่อนข้างมีพื้นฐานการใช้ Internet พอสมควรเลยทีเดียว แต่สำหรับเมืองไทย ผมเคยรับเขียนเว็บไซต์ขายและเคยคุยกับคนกลุ่มที่ทำธุรกิจมาพอสมควร มักจะเจอปัญหาที่ว่า ความคิดของคนไทยส่วนใหญ่ คือ อยากมีเพื่อให้มีเว็บ เพราะคนเจ้าอื่นเค้ามีกัน อยากให้ติด Search Google เพื่อจะได้มีคนเข้ามาเยอะๆ แล้วก็จบกันแค่นั้นหลังจากนั้นสักพัก ก็จะไม่ได้ติดตามอะไรกับผลของการทำเว็บกันมากมาย คนที่นี่ก็คิดเหมือนกันแหละครับ แต่คนที่นี่ผมว่าคิดที่มากไปว่านั้น เค้าคิดว่าจะทำยังไงเพื่อทำให้เว็บเค้าดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า ทำยังไงจะหาทางเจาะลูกค้าในช่องทางต่างๆ และในกลุ่มต่างๆ คือเค้าคิดในเชิงที่เป็นธุรกิจ ทำจริงจังกันและมีการต่อยอดกันมากกว่า เค้ามีการพัฒนาและติดตาม อัพเดทข่าวสารที่มีประโยชน์ให้กับลูกค้าที่ติดตามเค้าตลอดเวลา จะสังเกตว่าเวลาของที่ไหนลด เวลามีสินค้าอะไรใหม่ มี Event อะไรที่ไหน  คนที่นี่จะรู้ได้เองโดยอัตโนมัติ ผ่านทางสื่อ Electronic ต่างๆ  และจะแนะนำแสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์กับคนที่เข้ามาอ่าน คนถัดไปอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้เพื่อนคอยมาบอกว่ามีอะไรที่ไหนอย่างไรเหมือนคนไทย คนไทยก็ใช้เน็ตกันเยอะมากครับ แต่รู้สึกว่าส่วนใหญ่จะใช้ไปในเชิงความบันเทิงมากไปหน่อย ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์อะไรแบบนี้เยอะไปหน่อย ไม่ค่อยที่จะเอาประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการใช้อินเตอร์เน็ตมาพัฒนาให้เกิดเป็นประโยชน์เท่าที่ควร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Abercrombie - Fish Hawk Cliff Jacket (US $180)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/06/abercrombie-fish-hawk-cliff-jacket-us-180/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/06/abercrombie-fish-hawk-cliff-jacket-us-180/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Feb 2010 06:14:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Shopper]]></category>
		<category><![CDATA[Abercrombie]]></category>
		<category><![CDATA[Clearance]]></category>
		<category><![CDATA[Jacket]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Tax]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[คือแบบว่าไม่รู้จะเขียน Blog เกี่ยวกับอะไรดีอะครับ มาเขียนเรื่องไร้สาระดีกว่า หลายๆ คนมาอยู่เมืองนอกก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่จะซื้อของราคาแพงๆ จริงๆมันก็ไม่ใช่แพงหรอกครับแต่แค่ค่าครองชีพมันต่างกันมากครับ อย่าตีเป็นเงินไทยนะครับไม่งั้นจะรู้สึกว่ามันแพง อีกอย่างบางที่มันไม่ค่อยมีของ Copy เหมือนที่ไทยอะครับ ตัวนี้เป็นเสื้อที่ใช้ใส่กันหนาวยามหิมะตกครับ ราคาเต็ม US $220 แต่ซื้อมา US$ 180 + Tax ตอนซื้อตัวนี้ไปซื้อที่ต่างรัฐครับรู้งี้ซื้อที่ New York ดีกว่าครับไม่ต้องเสีย Tax แต่ที่เจ็บใจมากกว่านั้นคือ มันประกาศขายใน Clearance ราคาประมาณ 100$ ได้มั้งครับถ้าจำไม่ผิด โอ๊ยๆ เจ็บใจจริงๆเลยตัวนี้ พลาดท่ากับการเข้า Shop Abercrombie ตั้งแต่ครั้งแรกเลยแฮะเรา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://iam.ekapol.com/wp-content/uploads/2010/02/Abercrombie-Fish-Hawk-Cliff-Jacket-US-180.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-286" title="Abercrombie - Fish Hawk Cliff Jacket (US $180)" src="http://iam.ekapol.com/wp-content/uploads/2010/02/Abercrombie-Fish-Hawk-Cliff-Jacket-US-180-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>คือแบบว่าไม่รู้จะเขียน Blog เกี่ยวกับอะไรดีอะครับ มาเขียนเรื่องไร้สาระดีกว่า หลายๆ คนมาอยู่เมืองนอกก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่จะซื้อของราคาแพงๆ จริงๆมันก็ไม่ใช่แพงหรอกครับแต่แค่ค่าครองชีพมันต่างกันมากครับ อย่าตีเป็นเงินไทยนะครับไม่งั้นจะรู้สึกว่ามันแพง อีกอย่างบางที่มันไม่ค่อยมีของ Copy เหมือนที่ไทยอะครับ ตัวนี้เป็นเสื้อที่ใช้ใส่กันหนาวยามหิมะตกครับ ราคาเต็ม US $220 แต่ซื้อมา US$ 180 + Tax ตอนซื้อตัวนี้ไปซื้อที่ต่างรัฐครับรู้งี้ซื้อที่ New York ดีกว่าครับไม่ต้องเสีย Tax แต่ที่เจ็บใจมากกว่านั้นคือ มันประกาศขายใน Clearance ราคาประมาณ 100$ ได้มั้งครับถ้าจำไม่ผิด โอ๊ยๆ เจ็บใจจริงๆเลยตัวนี้ พลาดท่ากับการเข้า Shop Abercrombie ตั้งแต่ครั้งแรกเลยแฮะเรา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/06/abercrombie-fish-hawk-cliff-jacket-us-180/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสอบ Toefl เรียนต่อต่างประเทศ</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/02/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a-toefl-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/02/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a-toefl-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 02:50:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Course]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Skill]]></category>
		<category><![CDATA[Toefl]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=273</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อนๆ หลายๆ คนมักจะตั้งใจมาเรียนภาษาที่ต่างประเทศแล้วค่อยสอบ Toefl เพื่อที่จะเข้าเรียนต่อมหาลัย ซึ่งหลายๆ คนที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ แต่สำหรับหลายๆคน ที่พื่นฐานไม่ค่อยดีก็อาจจะไม่ใช้เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่จบ ม.ปลาย แล้วมาเรียนภาษาเข้า มหาลัยที่นี่เลย ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตพอดีมากๆเลย บางคนมาแล้วสอบ Toefl ผ่านเข้า U ได้ก็จบไป แต่สำหรับบางคน ไม่สามารถสอบผ่านได้อาจจะใช้เวลา 1-2 ปีหรือมากกว่านั้น ในขณะที่เพื่อน ม.ปลาย คนอื่นๆ เรียนมหาลัยที่ไทยไปได้ครึ่งทางหรือบางคนอาจจะเกือบจบแล้วด้วยซ้ำ หรือบางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไรกันแน่ เมือง New York ที่ผมมาอยู่นี้ เป็นเมืองที่เรียกว่า มีทุกอย่างพร้อมเลยที่เดียว แล้วก็มีสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลสตัลหามากมาย ด้วยสภาพการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากไทย คือเรียกว่ามันสบายมากอะครับ ทั้งรายได้ความเป็นอยู่ เรียกว่าบางอย่างอยู่เมืองไทยคงไม่ได้ทำแน่ๆ หรือบางที่คิดไม่ถึงซะด้วยซ้ำว่ามันมี เข้าประเด็นก่อนดีกว่าครับ สำหรับเด็ก ม.ปลายที่ มาเตรียมตัวเข้า U ที่นี่ มักจะติดปัญหากับการใช้ชีวิตอันแสนสบาย จะมักจะลืมเรื่องสำคัญของชีวิตที่จะต้องทำก็คือต้องเรียนให้จบ มหาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ส่วนใหญ่คนรอบข้างใช้ชีวิตสบาย ทำงานหาตัง พูดง่ายๆก็คือมันทำให้ตัวเองไม่มีแรงกดดันที่จะสอบนั่นเอง แต่สำหรับเด็กไทยที่ตั้งใจสอบ Ent เพื่อเข้ามหาลัยจะรู้สึกมากกว่าว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพื่อนๆ หลายๆ คนมักจะตั้งใจมาเรียนภาษาที่ต่างประเทศแล้วค่อยสอบ Toefl เพื่อที่จะเข้าเรียนต่อมหาลัย ซึ่งหลายๆ คนที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ แต่สำหรับหลายๆคน ที่พื่นฐานไม่ค่อยดีก็อาจจะไม่ใช้เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่จบ ม.ปลาย แล้วมาเรียนภาษาเข้า มหาลัยที่นี่เลย ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตพอดีมากๆเลย บางคนมาแล้วสอบ Toefl ผ่านเข้า U ได้ก็จบไป แต่สำหรับบางคน ไม่สามารถสอบผ่านได้อาจจะใช้เวลา 1-2 ปีหรือมากกว่านั้น ในขณะที่เพื่อน ม.ปลาย คนอื่นๆ เรียนมหาลัยที่ไทยไปได้ครึ่งทางหรือบางคนอาจจะเกือบจบแล้วด้วยซ้ำ หรือบางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไรกันแน่</p>
<p>เมือง New York ที่ผมมาอยู่นี้ เป็นเมืองที่เรียกว่า มีทุกอย่างพร้อมเลยที่เดียว แล้วก็มีสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลสตัลหามากมาย ด้วยสภาพการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากไทย คือเรียกว่ามันสบายมากอะครับ ทั้งรายได้ความเป็นอยู่ เรียกว่าบางอย่างอยู่เมืองไทยคงไม่ได้ทำแน่ๆ หรือบางที่คิดไม่ถึงซะด้วยซ้ำว่ามันมี เข้าประเด็นก่อนดีกว่าครับ สำหรับเด็ก ม.ปลายที่ มาเตรียมตัวเข้า U ที่นี่ มักจะติดปัญหากับการใช้ชีวิตอันแสนสบาย จะมักจะลืมเรื่องสำคัญของชีวิตที่จะต้องทำก็คือต้องเรียนให้จบ มหาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ส่วนใหญ่คนรอบข้างใช้ชีวิตสบาย ทำงานหาตัง พูดง่ายๆก็คือมันทำให้ตัวเองไม่มีแรงกดดันที่จะสอบนั่นเอง<span id="more-273"></span></p>
<p>แต่สำหรับเด็กไทยที่ตั้งใจสอบ Ent เพื่อเข้ามหาลัยจะรู้สึกมากกว่าว่า เราต้องสอบให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นอายเพื่อนแย่เลย ชีวิตมันเลยถูกบังคับให้สอบให้ผ่านให้ได้ แต่มาอยู่นี่ในเวลานั้นใหม่ๆไม่มีทางมีเพื่อนมากแน่นอน ถึงมีก็เป็นช่วงที่กำลังเรียนรู้จักกัน แล้วแต่ละคนก็มีเป้าหมายของชีวิตแตกต่างกันไปด้วย ถ้าเป็นไปได้จึงอยากให้พยายามสอบ Toefl ให้ผ่านมาจากเมืองไทยก่อน หรือให้มั่นใจใน Part ที่ใช้ Reading Grammar ก่อน แล้วค่อยมาเรียนภาษาสัก Course เพื่อปรับ Skill ฟังพูดให้คล่องแล้วค่อยสอบ น่าจะง่ายกว่าครับ เพราะเราเตรียมความพร้อมมาก่อน ถ้าเรามาแบบไม่เตรียมตัวมาอาจจะเป็นเรียงที่ลำบากเลยทีเดียว และอาจจะทำไม่ได้หรือได้ก็หรืออาจจะต้องใช้เวลากันหน่อยอะครับ ทั้งเพื่อนๆ ที่จบ ม.ปลาย แล้วก็เพื่อนๆ ที่จะมาต่อโทด้วยนะครับ ความพร้อมเป็นสิ่งทำคัญครับ เอาใจช่วยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/02/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a-toefl-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

