<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>I am Ekapol &#187; Blogger</title>
	<atom:link href="http://iam.ekapol.com/iam/blogger/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://iam.ekapol.com</link>
	<description>New Yorker</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Jun 2010 07:43:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 07:43:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : บินแรกของผม ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : บินแรกของผม</strong></p>
<p>ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ</p>
<p>โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ<span id="more-500"></span></p>
<p>คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! ใครอยู่หลังเราว่า อ่าว!! แอบมีคนไทยมาต่อหลังเราด้วย แต่ว่าพวกเค้าจะไปไหนกันนะ ทำความรู้จักซะหน่อยดีกว่าเรา ได้ความมาว่าจะไปรัฐ New Jersey ที่ติดอยู่กับ New York ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่า New Jersey มันคืออะไรอยู่แถวไหน แต่ว่าพวกผมต้องไปลงที่สนามบิน JFK ก่อน ได้ยินแค่ JFK เท่านั้นแหละครับ จริงหรอไอ้น้อง พี่ก็ไปลงที่ JFK เหมือนกัน โอ้ยดีเลยน้อง พี่เพิ่งไปครั้งแรกยังไงตามๆ กันไปก็แล้วนะ โอเคครับพี่!! เฮ่อเรา เริ่มแสดงความเปิ่นต้องแต่ยังไม่บินเลยนะเรา</p>
<p>ตอนตรวจกระเป๋าได้แต่ นั่งลุ้นอยู่ครับว่าจะผ่านหรือเปล่า ไม่ได้กลัวน้ำหนักเกินหรอกครับ กลัวไอ้เจ้ากะทะขนมครกในกระเป๋าต่างหากครับ กลัวมันจะก่อเรื่องให้ตรวจกระเป๋าไม่ผ่านนั่นเองครับ พวกของเหลวผมก็ใส่ไปในกระเป๋า 2 ใบนั้นหมดครับ ไม่ได้เอาขึ้นเครื่องครับ ผมลืมเอากระเป๋าไปใส่ของจำเป็นเล็กๆ พวกติดตัวมาด้วยครับ อาที่ไปส่งผมเลยถอดกระเป๋าแม่ที่ค้าแบบที่เค้าใช้กันตามตลาดสด ให้ผมผูกติดตัวไว้ใส่เงินและเอกสารจำเป็นพวก ปากกา Passport , Visa, I-20 และใบ Boarding Pass ไว้ จะได้ไม่ต้องลุกไปหยิบในช่องเก็บของบนเครื่องครับ ผมว่ามันอะไรที่จำเป็นดีนะครับ</p>
<p>ผ่านไปอย่างเรียบร้อยสำหรับการตรวจ กระเป๋า ช่วงที่รอเวลาขึ้นเครื่องก็เลยเดินไปแลกเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเจ็บใจเอามากๆ เพราะค่าเงินดอลล่าร์ที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่าที่ผมไปแลกมาซะอีก เจ็บใจๆ ประมาณตี 1 โอเค ล่ำลาพ่อแม่และญาติๆ ที่มาส่ง กอดพ่อแม่คนละทีก่อนไป แล้วเจอกันปีหน้าครับไม่ต้องเป็นห่วง เดินเข้าไปในสนามบินผ่านด่านตรวจคน ถ่ายรูปซะหน่อย หล่อป่าวไม่รู้ เดินต่อเข้าไปข้างใน ผมนี่ก็บ้านนอกจริงๆ ครับ เพิ่งรู้ว่าข้างในสนามบินมันเป็นร้านขายของหรูๆ เยอะแยะมากมาย ก็ตอนนั้นเองครับ</p>
<p>เดินไปตามทางจนถึงจุดที่นั่งรอขึ้นเครื่องอีก ตั้ง 1 ชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก มีทีวีข่าวภาษาอังกฤษเปิดอยู่ ตอนนั้นฟังไม่ออกหรอกครับ นั่งดูแก้เซ้งไปงั้นแหละครับ ได้แต่คิดว่ากลับมาจะต้องฟังให้ออก นั่งเบื่อๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาเดินขึ้นเครื่อง โชคดีครับได้นั่งติดหน้าต่างพอดี อยากมองท้องฟ้าเมืองไทยมานานแล้ว กับตันเดินมาตรวจผู้โดยสารว่ารัดเข็มขัดพร้อมออกแล้วยัง ได้เวลาเครื่องออก สำหรับคนที่นั่งเครื่องครั้งแรก ตอนที่เครื่องพุ่งขึ้นจากพื้นมันเป็นอะไรตื่นเต้นและน่าสนุกมากๆ ครับ ยังแอบจำความรู้สึกนั้นได้ครับ</p>
<p>ว้าวววว ท้องฟ้าเมืองไทยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง แสงไฟสว่างสวยงามเต็มไปหมด นั่งมองท้องฟ้าเมืองไทยจนลับตาผม แย่แล้วสิของผมของกินมาแล้ว กินก่อนๆ อร่อยมากๆ ครับเพราะตอนนั่งรอแอบหิวเอามากๆ หลังจากนั้นก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็สนามบินคูเวตเลยครับ แน่นอนครับลงจากเครื่องก็มองๆ คนไทยที่เจอก่อนขึ้นเครื่อง ไปไหนกันขอผมตามไปด้วย เดินไปก็เจอคนไทยรวมประมาณ 5-6 คนได้ มีเพื่อนแล้วเรา นั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ครับแอบเบื่อนิดหน่อย นิวน้ำก็หิวแต่ไม่กล้าซื้อไรเพราะซื้อไม่เป็น อดใจรอไปดื่มน้ำบนเครื่องดีกว่าเรา</p>
<p>บินต่ออีกทีไปเปลี่ยนเครื่องที่ London ครับ รอบนี้เริ่มเมื่อยแล้วครับนั่งมานานแสนนานครับ โอเคเดินไปด่านตรวจคนอีกรอบในสนามบิน London เดินผ่านเครื่องตรวจ ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ผ่านครับ ตายแล้วเราเกิดไรขึ้นเนี่ย เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเข็มขัดออกเครื่องก็ยังร้อง ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ยอมหยุด เฮ่อจะรอดมั้ยเนี่ยเรา บอกให้ผมควักของในกระเป๋ากางเกงออกมาชูขึ้น มันเป็นเงินสดแบงค์ 100 ดอลล่าร์เป็นปึกครับ ทุกคนหัดมาทางผมหมดเลย ไม่ได้มองผมนะครับ เค้ามองเงินสดที่ผมถืออยู่ในมือนี่แหละครับ เพราะคงไม่มีใครกล้าถือเงินสดเป็นปึก แบบนั้นใส่กระเป๋ากางเกงมาหรอกครับ สุดท้ายก็มาเจอเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้เครื่องร้องไม่หยุดจนได้ มันคือสายสร้อยพระคล้องคอจากวัดที่ผมไปกราบไหว้มานั่นเอง เล่นเอาซะผมตกใจหมดเลยครับ</p>
<p>หลักจากเปลี่ยนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาบินต่อมายังนิวยอร์คครับ วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกค่อนข้างหนักทีเดียวครับ ผมมองออกไปข้างนอกไม่เห็นอะไรเลยครับ รวมเวลาที่เดินทางทั้งหมดก็ประมาณ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดีครับ เครื่องใกล้ลงแล้ว ใกล้ถึงแล้วสินะ ครึดดดดด ครึดดดดด <strong>ทันทีที่ล้อเครื่อง</strong><strong>ลง</strong><strong>แตะพื้น โลกของความฝันของผมก็จบลง ถึงแล้วสินะโลกแห่งความจริง กับโลกใบใหม่ของผมที่ New York City : The City Of My Life</strong><br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post">
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 7)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 7)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/11/i-wanna-be-a-new-yorker-part-1/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 6)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 6)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2009/07/24/life-in-new-york-city-part/" title="ชีวิตใน New York City (ตอนที่ 1)">ชีวิตใน New York City (ตอนที่ 1)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2009/07/22/come-back-again/" title="Come Back Again">Come Back Again</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/" title="เมื่อทิปมีความหมายมากกว่าเงิน">เมื่อทิปมีความหมายมากกว่าเงิน</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Dream it. Do it!</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/04/15/dream-it-do-it/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/04/15/dream-it-do-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Apr 2010 07:25:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[Dream]]></category>
		<category><![CDATA[ความฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฝัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=404</guid>
		<description><![CDATA[คุณเคยมีความฝันหรือเปล่า?? มาพูดถึงเรื่องความฝันกันบ้างดีกว่าครับ ความฝันที่จะพูดในที่นี้ไม่ใช่ฝันกลางคืนหรือฝันกลางวันนะครับ แต่เป็นฝันที่เรียกว่า Dream ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราวาดฝันกับชีวิตของเราในอนาคตครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีความฝัน บางคนก็มีความฝันเป็นของตัวเอง บางคนก็ไม่มีฝันเป็นของตัวเอง บางคนไม่มีแม้กระทั่งความฝันเพราะชีวิตตัวเองยังเอาไม่รอด จะให้ไปฝันอะไรได้ บางคนมีฝันแต่ก็ไม่เคยรู้ว่าความจริงมันคืออะไร หรือพูดง่ายๆ ฝันที่ไม่เป็นจริง และบางคนมีฝันแต่ก็ไม่เคยทำตามความฝันของตัวเอง คนเราลืมอะไรง่ายที่สุด?? สำหรับผม ผมคิดว่าน่าจะลืมความฝันของตัวเองง่ายที่สุด เพราะคงจะไม่มีใครเรื่องของความฝันได้หมด เพียงแค่ลืมตาความฝันของคุณก็เลือนหายไปแล้ว คุณจำได้หรือเปล่าว่าความฝันของคุณเป็นสีอะไร ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าฝันของผมเป็นอะไร จะบอกว่าขาวดำก็ไม่แน่ใจ จะบอกว่าสีสันสดใจก็ยังลังเล คุณจำได้หรือเปล่าว่าคุณเคยฝันเรื่องเดิมซ้ำกันกี่ครั้ง ฝันแล้วก็ฝันอีก เราอยู่ที่ไหนในฝัน ใครกันที่เป็นตัวละครในฝันของเรา แต่สำหรับฝันที่เรียกว่า Dream ผมเชื่อว่าคุณไม่เคยลืมหรอกว่าคุณเคยฝันอะไรไว้บ้าง แค่บางครั้งคุณลืมมันไปเท่านั้นเอง มันง่ายที่จะนึกถึงความฝันแต่มันก็ง่ายที่จำลืมมันไปเช่นกัน ในฝันของคุณมีอะไร?? ทุกคนเวลาฝันมักจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าพลัง พลังในที่นี้หมายถึงบันไดหรือเส้นทางที่จะเดินไปถึงความฝัน บางคนมีพลังมากมายจะตากแดดตากฝนยังไงพลังก็ไม่มีวันหมด ขอเพียงแค่ให้ได้เดินไปตามความฝันที่ตนฝันไว้ก็พอ บางคนมีพลังแต่พลังไม่มากพอเดินไปตามทางแห่งความฝัน แล้วก็หยุดอยู่กลางทางซะงั้น แต่ก็ยังดีกว่าบางคนที่แค่มองความฝันพลังก็หายไปซะแล้ว กลับมาสู่ความจริง ความจริงก็คือคนเรามักจะสร้างฝัน แต่ฝันแล้วฝันเลยไม่เคยเป็นจริง เพราะไม่เคยเดินตามความฝันของตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่งก้าวแรกที่เริ่มต้นเดินตามความฝันของตัวเอง ใช้ชีวิตไปกลับการถูกดูดกลืนความฝันบนโลกปัจจุบัน ฝันมักมีข้ออ้างอยู่เสมอ ไม่ได้หรอกฉันติดนู้นฉันติดนี่ ฉันไม่วาง ฉันไม่พร้อม ยังไม่ถึงเวลา รอไปก่อนนะ สุดท้ายก็ไม่เคยเริ่มเดินไปบนทางแห่งความฝันของตัวเองซักที&#8230;. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณเคยมีความฝันหรือเปล่า??</strong><br />
มาพูดถึงเรื่องความฝันกันบ้างดีกว่าครับ ความฝันที่จะพูดในที่นี้ไม่ใช่ฝันกลางคืนหรือฝันกลางวันนะครับ แต่เป็นฝันที่เรียกว่า Dream ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราวาดฝันกับชีวิตของเราในอนาคตครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีความฝัน บางคนก็มีความฝันเป็นของตัวเอง บางคนก็ไม่มีฝันเป็นของตัวเอง บางคนไม่มีแม้กระทั่งความฝันเพราะชีวิตตัวเองยังเอาไม่รอด จะให้ไปฝันอะไรได้ บางคนมีฝันแต่ก็ไม่เคยรู้ว่าความจริงมันคืออะไร หรือพูดง่ายๆ ฝันที่ไม่เป็นจริง และบางคนมีฝันแต่ก็ไม่เคยทำตามความฝันของตัวเอง</p>
<p><strong>คนเราลืมอะไรง่ายที่สุด??</strong><br />
สำหรับผม ผมคิดว่าน่าจะลืมความฝันของตัวเองง่ายที่สุด เพราะคงจะไม่มีใครเรื่องของความฝันได้หมด เพียงแค่ลืมตาความฝันของคุณก็เลือนหายไปแล้ว คุณจำได้หรือเปล่าว่าความฝันของคุณเป็นสีอะไร ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าฝันของผมเป็นอะไร จะบอกว่าขาวดำก็ไม่แน่ใจ จะบอกว่าสีสันสดใจก็ยังลังเล คุณจำได้หรือเปล่าว่าคุณเคยฝันเรื่องเดิมซ้ำกันกี่ครั้ง ฝันแล้วก็ฝันอีก เราอยู่ที่ไหนในฝัน ใครกันที่เป็นตัวละครในฝันของเรา แต่สำหรับฝันที่เรียกว่า Dream ผมเชื่อว่าคุณไม่เคยลืมหรอกว่าคุณเคยฝันอะไรไว้บ้าง แค่บางครั้งคุณลืมมันไปเท่านั้นเอง มันง่ายที่จะนึกถึงความฝันแต่มันก็ง่ายที่จำลืมมันไปเช่นกัน<span id="more-404"></span></p>
<p><strong>ในฝันของคุณมีอะไร??</strong><br />
ทุกคนเวลาฝันมักจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าพลัง พลังในที่นี้หมายถึงบันไดหรือเส้นทางที่จะเดินไปถึงความฝัน บางคนมีพลังมากมายจะตากแดดตากฝนยังไงพลังก็ไม่มีวันหมด ขอเพียงแค่ให้ได้เดินไปตามความฝันที่ตนฝันไว้ก็พอ บางคนมีพลังแต่พลังไม่มากพอเดินไปตามทางแห่งความฝัน แล้วก็หยุดอยู่กลางทางซะงั้น แต่ก็ยังดีกว่าบางคนที่แค่มองความฝันพลังก็หายไปซะแล้ว</p>
<p><strong>กลับมาสู่ความจริง</strong><br />
ความจริงก็คือคนเรามักจะสร้างฝัน แต่ฝันแล้วฝันเลยไม่เคยเป็นจริง เพราะไม่เคยเดินตามความฝันของตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่งก้าวแรกที่เริ่มต้นเดินตามความฝันของตัวเอง ใช้ชีวิตไปกลับการถูกดูดกลืนความฝันบนโลกปัจจุบัน ฝันมักมีข้ออ้างอยู่เสมอ ไม่ได้หรอกฉันติดนู้นฉันติดนี่ ฉันไม่วาง ฉันไม่พร้อม ยังไม่ถึงเวลา รอไปก่อนนะ สุดท้ายก็ไม่เคยเริ่มเดินไปบนทางแห่งความฝันของตัวเองซักที&#8230;.</p>
<p><strong>ความฝันมักมีความกลัว</strong><br />
เมื่อคนเราฝันสิ่งที่ตามมาก็คือความกลัว ทำไมเราถึงต้องกลัว ก็เพราะเราไม่รู้ว่าถ้าเราเดินตามความฝันของเรา เราจะเจออะไรบ้าง ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ผิดเพราะว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาพร้อมกับความกลัว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ธรรมชาติจะคอยสร้างกับดักไม่ให้เราไปถึงความฝันได้ง่ายๆ นั่นเอง อย่าไปกลัวกับดัก เพราะมันแค่กับดักเดินข้ามมันไปสิง่ายนิดเดียว</p>
<p><strong>ความฝันมักถูกดึง</strong><br />
ใครหล่ะที่ดึงความฝันของคุณไป ก็สิ่งแวดล้อมล้อมตัวของคุณนั่นแหละ ความสะดวกสะบาย ความเฉื่อยชา หรือแม้กระทั่งคนรอบข้าง อย่าทำเลยไม่มีใครเค้าทำกันหรอก ไปทำอย่างอื่นดีกว่า เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ใจเย็นๆ ยังไม่ถึงเวลาหรอกไว้ค่อยทำ สุดท้ายแล้วใครฝันหล่ะ ก็คุณเองไม่ใช่หรอที่ฝัน ไม่ใช่เพื่อนคุณสักหน่อยที่ฝัน เราก็เดินไปตามความฝันของเราดิ เราจะไปเดินตามความฝันของชาวบ้านทำไม อย่าลืมสิมันเป็นความฝันของคุณนะ</p>
<p><strong>ถ้าเหนื่อยก็พักซะสิแล้วค่อยลุกมาเดินต่อ</strong><br />
บางครั้งการเดินตามความฝันของตัวเองมันก็ช่างเหนื่อยแสนเหนื่อย อุปสรรคมากมาย จะเดินทางไหนดี ทางซ้ายก็ตัน ทางขวาก็ตัน จะฝืนไปทำไมก็หยุดพักซะสิ หยุดพักให้เราพร้อมแล้วค่อยเดินต่อกันใหม่ ทุกเส้นทางของความฝันมันก็ต้องมีอุปสรรคเป็นธรรมดา ไม่งั้นมันจะเรียกว่าฝันหรอ ถ้าฝันไม่มีอุปสรรคก็อย่าเรียกว่าฝันเลย เรียกมันว่าความจริงไปเลยดีกว่า</p>
<p><strong>อย่าเสียใจถ้าเดินไม่ถึงฝัน</strong><br />
จะไปเสียใจทำไมเมื่อฝันไม่เป็นจริง ไม่มีใครให้คำตอบคุณได้หรอก ว่าฝันของคุณมีทางเป็นจริงหรือไม่ อย่าลืมสิว่าความสุขไม่ใช่ตอนที่เราไปยืนอยู่ตรงความฝันที่เป็นจริง แต่ความสุขคือการที่เราได้เดินไปหาความฝันของเรา ขอเพียงแค่คุณได้เริ่มเดินไปหาความฝัน จะเดินได้กี่ก้าวไม่สำคัญ แต่นั่นแหละความสุขที่เราได้ฝัน</p>
<p><strong>สุดท้ายอย่าลืม ฝันแล้วก็ทำมันซะ!</strong></p>
<p><strong>Dream it. Do it!</strong><br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post">
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/11/i-wanna-be-a-new-yorker-part-1/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/04/15/dream-it-do-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อทิปมีความหมายมากกว่าเงิน</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Apr 2010 09:05:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Packer]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Waiter]]></category>
		<category><![CDATA[ทิป]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=377</guid>
		<description><![CDATA[วันหนึ่งผมเข้าไปทำงานที่ร้านอาหาร วันนั้นผมทำงานในตำแหน่ง Packer คือคอยเอาอาหารใส่ถุงไว้ให้คนไปส่ง Delivery ส่วนมากแล้วตำแหน่ง Packer มักจะได้เงิน Fix ตายตัว บางทีก็อาจจะมีเงินพิเศษเพิ่มเติมบ้าง หรือทาง Waiter อาจจะแบ่งเงินให้บ้างถ้าหาวันนั้นได้ทิป มาเยอะๆ ปกติร้านที่ผมเป็นร้านเล็กๆ ครับ มีแค่ Waiter กับ Packer วันนั้นผมทำงานกับ Waiter คนหนึ่ง เป็นช่วงที่ร้านกำลังยุ่งมาก ทั้งคนที่โทรศัพท์มาสั่งอาหาร ทั้งคนที่เดินเข้ามาสั่งอาหารในร้าน ก็เป็นหน้าที่ผมที่จะต้องออกไปช่วยรับ order ลูกค้า เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า พูดง่ายๆ ก็คือผมต้องไปช่วย waiter ทำงานใส่ส่วนที่ over มานั่นเอง หลังจากหายยุ่ง ผมก็กลับไปวุ่นวายกับงานของผมข้างในครัวต่อ สักพักเสียงเรียกจากพี่ข้างนอกมาว่า “หนึ่งๆ ออกมารับทิปหน่อย” ผมก็งงตอนแรกนึกว่าจะให้ผมเดินไปเก็บเงินกับทิปที่โต๊ะลูกค้า ผมก็ตะโกนออกไป “ครับพี่ๆ” พอเดินออกไปผมก็ทำให้ผมแปลกใจ เพราะลูกค้ากำลังยืนรอผมอยู่ที่ Counter แล้วเค้าก็ยืนเงินทิป ให้ผม ผมรับมาเสร็จผมก็หันไปกำลังจะใส่ทิป ไปในกระป๋องทิปรวมที่เป็นของ waiter ลูกค้ารีบหันมาทางผม แล้วบอกผมด้วยน้ำเสียงอย่างจริงจังทันทีว่า “That [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันหนึ่งผมเข้าไปทำงานที่ร้านอาหาร วันนั้นผมทำงานในตำแหน่ง Packer คือคอยเอาอาหารใส่ถุงไว้ให้คนไปส่ง Delivery ส่วนมากแล้วตำแหน่ง Packer มักจะได้เงิน Fix ตายตัว บางทีก็อาจจะมีเงินพิเศษเพิ่มเติมบ้าง หรือทาง Waiter อาจจะแบ่งเงินให้บ้างถ้าหาวันนั้นได้ทิป มาเยอะๆ ปกติร้านที่ผมเป็นร้านเล็กๆ ครับ มีแค่ Waiter กับ Packer วันนั้นผมทำงานกับ Waiter คนหนึ่ง เป็นช่วงที่ร้านกำลังยุ่งมาก ทั้งคนที่โทรศัพท์มาสั่งอาหาร ทั้งคนที่เดินเข้ามาสั่งอาหารในร้าน ก็เป็นหน้าที่ผมที่จะต้องออกไปช่วยรับ order ลูกค้า เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า พูดง่ายๆ ก็คือผมต้องไปช่วย waiter ทำงานใส่ส่วนที่ over มานั่นเอง หลังจากหายยุ่ง ผมก็กลับไปวุ่นวายกับงานของผมข้างในครัวต่อ สักพักเสียงเรียกจากพี่ข้างนอกมาว่า “หนึ่งๆ ออกมารับทิปหน่อย” ผมก็งงตอนแรกนึกว่าจะให้ผมเดินไปเก็บเงินกับทิปที่โต๊ะลูกค้า ผมก็ตะโกนออกไป “ครับพี่ๆ” พอเดินออกไปผมก็ทำให้ผมแปลกใจ เพราะลูกค้ากำลังยืนรอผมอยู่ที่ Counter แล้วเค้าก็ยืนเงินทิป ให้ผม ผมรับมาเสร็จผมก็หันไปกำลังจะใส่ทิป ไปในกระป๋องทิปรวมที่เป็นของ waiter ลูกค้ารีบหันมาทางผม แล้วบอกผมด้วยน้ำเสียงอย่างจริงจังทันทีว่า “That for you”  แล้วให้ผมเก็บเอาเงินใส่กระเป๋าไป ผมยืนอึ้งอยู่แปบนึงได้แค่ say “Thank you!” ออกไป เพราะมันเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกและเข้าใจเลยว่า ทิปไม่ใช่เงินแต่แค่มันเหมือนสัญลักษณ์ที่แทนความรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณในที่นี้คือความรู้ขอบคุณจากใจจริงๆ ที่ผมคอยดูแลเค้า ในช่วงเวลาที่เค้ามานั่งกินข้าวที่ร้าน<span id="more-377"></span></p>
<p>อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าทิป คือการขอบคุณด้วยเงิน แต่ที่แปลกก็คือผมไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทิป มันมีความหมายมากขนาดนี้ เพราะปกติเราได้ทิป มาเพราะมันเป็นทำเนียมที่ต้องจ่ายทิป ถ้าใครไม่จ่ายอาจจะโดนด่า หรือโดนทวงได้ ให้ทิปน้อยก็โดนด่าอีกเช่นกัน เพราะคนที่ทำงานร้านอาหารที่นี่ได้เงินค่าตัวจากทิปนั่นเอง วันไหนทิปมากก็จะได้ตังมาก วันไหนทิปน้อยวันนั้นก็จะจนกลับบ้านไป ทุกอย่างที่เป็นอาชีพที่ต้องคอยบริการคนอื่นที่นี่ จึงถูกบังคับด้วยการจ่ายทิปซะส่วนมาก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทิปคือศีลน้ำใจที่คนคนหนึ่งมอบให้คนอีกคนหนึ่งด้วยความจริงใจ คุณจะให้ก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้เป็นสิทธิ์ของคุณ</p>
<p>ผมมาทำงานร้านอาหารที่ New York มันทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของอาชีพที่มีรายได้จากทิป หลังจากที่เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจคนพวกนี้ และบางครั้งผมก็รู้สึกไม่ชอบคนที่มาขอทิปผมเหมือนกัน เพราะบางครั้งมันทำให้เรารู้สึกรำคาญ ที่เมืองไทยนั้นเวลาเราไปจอดรถที่มีคนโบกรถ หรือเข้าไปในห้องน้ำที่มีคนมาคอยนวดไหล่ แล้วสุดท้ายเราก็ต้องจ่ายทิปคนพวกนี้ไปด้วยความหงุดหงิด มุมหนึ่งก็อย่าได้คิดไปรังเกียจพวกเค้า เพราะคนพวกนี้ก็คือคนๆนึงที่ทำมาหากินเหมือนกัน แต่เราจะให้ทิปเค้าหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราว่าควรจะให้เค้าดีหรือไม่ ถ้าเรารู้สึกว่าทิปนั้นแทนความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง เราก็ควรทำให้มันเกิดความรู้สึกดีๆ ทั้งผู้ให้และผู้รับ ให้ทิปเมื่อเรารู้สึกดีกับบริการ ให้ทิปให้เหมาะสมกับความถูกต้อง ไม่มากและไม่น้อยเกินไป และอย่าทำให้การให้ทิปของเรานั้น กลับมาทำร้ายความรู้สึกของเราเองหลังจากที่ให้ทิปเค้าไปแล้วนั่นเอง<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post">
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ <img src='http://iam.ekapol.com/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> </a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2/" title="เรียนภาษาเกลาหลีด้วยการสะกดชื่อเพื่อนเกาหลี">เรียนภาษาเกลาหลีด้วยการสะกดชื่อเพื่อนเกาหลี</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/" title="Following on Twitter and Facebook in New York City">Following on Twitter and Facebook in New York City</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/06/abercrombie-fish-hawk-cliff-jacket-us-180/" title="Abercrombie &#8211; Fish Hawk Cliff Jacket (US $180)">Abercrombie &#8211; Fish Hawk Cliff Jacket (US $180)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/02/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a-toefl-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" title="การสอบ Toefl เรียนต่อต่างประเทศ">การสอบ Toefl เรียนต่อต่างประเทศ</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/04/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีเตือนตนเองให้รู้จักใช้ตังในกระเป๋า</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/04/05/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/04/05/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Apr 2010 20:08:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=371</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วโลกก็เป็นที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าย่ำแย่แล้วก็ส่งผลกระทบกับคนทั่วโลกโดยเฉพาะคนชั้นกลางๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ที่กำลังรับเงินเดือน หรือกำลังต้องผ่อนบ้านผ่อนรถอยู่นะครับ วิธีที่ผมจะมาแบ่งปันเพื่อนๆ วันนี้ไม่ใช่วิธีการประหยัดตังนะครับ ผมขอเรียกว่าวิธีการคิดก่อนใช้ตังก็แล้วกันนะครับ เวลาที่เราได้ตังหลังจากทำงานมาอย่างเหนื่อยยาก หลายๆ คนมักจะได้ตังมาเป็นเงินสดและก็มักจะเก็บส่วนหนึ่งไว้ในกระเป๋าตัง ส่วนที่เหลือก็จะเอาไปฝากธนาคารหรือเก็บไว้ที่บ้าน (แนะนำให้ฝากในธนาคารจะดีกว่านะครับ) ส่วนพวกที่ทำงาน Office ก็จะได้รับเงินโอนผ่านเข้าบัญชีของตนเองๆ ปลายเดือนแล้วก็จะถอนเงินส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ในกระเป๋าตัง เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญที่จะพูดก็คือ จำนวนเงินในกระเป๋าตังควรมีอยู่เท่าไหร่นั่นเอง ตังในกระเป๋าที่เราจะพกนั้น เราควรที่จะพกไว้เท่าที่เรามีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ตรงนี้สำคัญมากครับ พกเผื่อได้แต่อย่าพกเกินความจำเป็น สิ่งสำคัญต่อมาคือ ช่วงเวลาของการใช้เงินในกระเป๋าตังของคุณ ข้อนี้คือข้อจำกัดของคุณ เช่้นถ้าคุณอยู่ไกลจากธนาคารหรือ ATM จำนวนเงินที่คุณจะไปเบิกก็คือ จำนวนเงินที่คุณคิดว่าพอใช้ใน 1 สัปดาห์ อันนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณ แต่ผมแนะนำว่าถ้าเกิน 1 สัปดาห์คือเริ่มเข้าจุดที่ไม่ค่อยดีต่อการใช้เงินเท่าไหร่ และสำคัญยิ่งกว่าคือ อย่าคิดเผื่อความจำเป็นของตัวเอง สำหรับผมตอนที่อยู่เมืองไทย กับการใช้ชีวิตประจำวันในกระเป๋าตังของผม จะมีเงินไม่เกิน 200 บาท เพราะ เงิน 200 บาทผมใช้ได้ 2 วันกว่าๆ เพราะฉะนั้นทุก 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วโลกก็เป็นที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าย่ำแย่แล้วก็ส่งผลกระทบกับคนทั่วโลกโดยเฉพาะคนชั้นกลางๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ที่กำลังรับเงินเดือน หรือกำลังต้องผ่อนบ้านผ่อนรถอยู่นะครับ วิธีที่ผมจะมาแบ่งปันเพื่อนๆ วันนี้ไม่ใช่วิธีการประหยัดตังนะครับ ผมขอเรียกว่าวิธีการคิดก่อนใช้ตังก็แล้วกันนะครับ</p>
<p>เวลาที่เราได้ตังหลังจากทำงานมาอย่างเหนื่อยยาก หลายๆ คนมักจะได้ตังมาเป็นเงินสดและก็มักจะเก็บส่วนหนึ่งไว้ในกระเป๋าตัง ส่วนที่เหลือก็จะเอาไปฝากธนาคารหรือเก็บไว้ที่บ้าน (แนะนำให้ฝากในธนาคารจะดีกว่านะครับ) ส่วนพวกที่ทำงาน Office ก็จะได้รับเงินโอนผ่านเข้าบัญชีของตนเองๆ ปลายเดือนแล้วก็จะถอนเงินส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ในกระเป๋าตัง เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน</p>
<p><strong>สิ่งสำคัญที่จะพูดก็คือ จำนวนเงินในกระเป๋าตังควรมีอยู่เท่าไหร่นั่นเอง</strong><br />
ตังในกระเป๋าที่เราจะพกนั้น เราควรที่จะพกไว้เท่าที่เรามีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ตรงนี้สำคัญมากครับ พกเผื่อได้แต่อย่าพกเกินความจำเป็น</p>
<p><strong>สิ่งสำคัญต่อมาคือ ช่วงเวลาของการใช้เงินในกระเป๋าตังของคุณ</strong><br />
ข้อนี้คือข้อจำกัดของคุณ เช่้นถ้าคุณอยู่ไกลจากธนาคารหรือ ATM จำนวนเงินที่คุณจะไปเบิกก็คือ จำนวนเงินที่คุณคิดว่าพอใช้ใน 1 สัปดาห์ อันนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณ แต่ผมแนะนำว่าถ้าเกิน 1 สัปดาห์คือเริ่มเข้าจุดที่ไม่ค่อยดีต่อการใช้เงินเท่าไหร่ และสำคัญยิ่งกว่าคือ อย่าคิดเผื่อความจำเป็นของตัวเอง<span id="more-371"></span></p>
<p>สำหรับผมตอนที่อยู่เมืองไทย กับการใช้ชีวิตประจำวันในกระเป๋าตังของผม จะมีเงินไม่เกิน 200 บาท เพราะ เงิน 200 บาทผมใช้ได้ 2 วันกว่าๆ เพราะฉะนั้นทุก 2 &#8211; 3 วันผมจะเดินไปเบิกเงินที่ตู้ ATM ส่วนจำนวนเงินที่ผมเบิกก็แน่นอนครับ 200 บาท ถามว่าทำไมผมถึงไม่เบิกเงินมากกว่านี้ ต้องยอมเสียเวลาเดินไปกดตังที่ตู้ ATM อยู่บ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่ผมเดินไปกดเงินที่ตู้ ผมจะรู้สึกว่าทำไมเรามาเบิกตังบ่อยจัง เราเอาตังไปใช้่อะไรหมด มันแลดูเป็นคำถามที่ดูตลกในช่วงแรกแต่มีพลังในช่วงหลังครับ เพราะมันเป็นคำถามที่คอยช่วยเตือนสติการใช้เงินของเรา ให้เราคอยดูแลการใช้เงินในกระเป๋าตัง ไม่ใช่ให้กระเป๋าตังควบคุมการใช้เงินของเรา ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวหรือไปซื้อของอะไรที่เกินจากเงินที่มีอยู่ ผมก็จะไปเบิกเอาวันนั้นก่อนไปใช้จ่ายครับ</p>
<p>เวลาได้เงินเดือนมาผมแนะทำให้เรามี 2 บัญชีครับ บัญชีนึงให้มองว่าเป็นบัญชีเงินเก็บที่เรามีอยู่ อีกบัญชีนึงคือกระแสเงินสดรายเดือน เวลาที่เราได้เงินมา ก็ให้ประมาณว่าเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เราจะต้องจ่าย แบ่งเงินนั้นไปที่บัญชีกระแสเงินสด แล้วเก็บบัญชีเงินเก็บไว้ไกลๆ มือ คิดง่ายๆ ว่า เราจะบริหารบัญชีกระแสเงินสดยังไงให้พอใช้จ่ายในเดือนนั้นๆ เหมือนเป็นการเพิ่มการรัดกลุมในการใช้เงินของเพื่อนๆ อีกรอบครับ</p>
<p>เช่นกับครับตอนผมอยู่เมกาผมมักจะพกเงินในกระเป๋าประมาณ อย่างมากสุดๆ 20 dollars ปกติประมาณ 10-15 dollars ซึ่งก็แน่นอนครับ พออยู่ไม่พอก็ไปเบิกเพราะผมมักจะเลือกใช้ bank ที่ค่อนข้างหาที่กดง่าย เป็นที่รู้กันของเพื่อนๆ ว่าถ้าไปไหนแล้วใช้เงินเยอะเกิน 20 dollars เพื่อนต้องออกให้ผมก่อนนะ ส่วนตอนทำงานได้เงินสดกลับมา ถ้าไม่ดึกเกินไปผมก็มักจะแวะฝากเงินก่อนกลับบ้านครับ เสียเวลาสักแปบแต่ก็ช่วยจัดการการใช้จ่ายเงินได้เยอะครับ</p>
<p>ส่วนมากเวลาไปไหนมาไหน โดยธรรมชาติของคนเราถ้ามีเงินสดอยู่เยอะก็มักจะใช้เยอะตามไปด้วย ซึ่งเราจะไม่รู้เลยว่าเราใช้เงินไปเท่าไหร่ เพราะเราแค่นับตังออกจากกระเป๋า แต่เรามักจะไม่คอยนับตังในกระเป๋าของเรา จะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มันใกล้หมดจากกระเป๋า ยังไงลองหาวิธีเตือนสติการใช้เงินกันดูนะครับ ตามแต่วิธีของใครว่าใครถนัด พยายามอย่าให้เงินหมดไปตอนกลางเดือน หรือต้องใช้เงินล่วงหน้าจากเพื่อนบ้างจากบัตรเคดิตรบ้างนะครับ มีเงินมากน้อยไม่สำคัญครับ แต่อยู่ที่การใช้บริหารจัดการครับ ยังไงหวังว่าคงพอเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะครับ<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post"></ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/04/05/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Just wait a while &#8230; to become better</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/14/just-wait-a-while-to-become-better/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/14/just-wait-a-while-to-become-better/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2010 06:32:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Winner]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Park]]></category>
		<category><![CDATA[Manhattan]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=363</guid>
		<description><![CDATA[Today I went to ice skate at Battery Park in Manhattan in New York City. That&#8217;s the first time in my whole life because I never play ice skate before. At that time, I was so excited and I totally felt like I became a baby again when I started to walk in the first [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Today I went to ice skate at Battery Park in Manhattan in New York City. That&#8217;s the first time in my whole life because I never play ice skate before. At that time, I was so excited and I totally felt like I became a baby again when I started to walk in the first time. I saw many kids were learning how to walk by ice skate shoes. I made my mind became to a baby, and I tried to learn like the kids that I saw.</p>
<p>First, I just kept the bar and walk around by keeping the bar. Sometimes I took my friend hands to stand up, and I couldn’t stand by myself. I was fallen too many times on the ice, and I stood up again. I didn’t stop to try because I wanted to play well on the ice skate. My eyes always followed the kids walked on the ice. A half an hour, I could walk alone by myself. OK!! I did it, I felt better and better. I believed that I could do it. I didn’t care about my skill was not better because I just want to do that I believed. But it was crazy for me because I got two big pains on my each legs about 2 inches in Valentine’s Day eve. I could not walk comfortable. Please be careful and don’t try hard like me if it makes you have some problem for your life.<span id="more-363"></span></p>
<p>After I finished, I saw the poster in front of the counter and it wrote the power like this.</p>
<p><strong>You’re better than me now,<br />
but wait a while…<br />
</strong></p>
<p><strong>You say that I am doing wrong,<br />
but wait a while…<br />
</strong></p>
<p><strong>You laugh at me and make jokes,<br />
but wait a while…<br />
</strong></p>
<p><strong>Because while you sit there and say things,<br />
I am working, working harder to become better,<br />
and when I am better, I will be better than you…<br />
</strong></p>
<p><strong>Just wait a while…</strong></p>
<p>[USA hockey NYSAHA wrote it]</p>
<p>Oh!! That’s Right!!! That is my mind when I tried hard and harder. I was very happy when I saw it.  I already took the poster to my home and i will keep it in my mind forever.<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post">
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2009/07/24/life-in-new-york-city-part/" title="ชีวิตใน New York City (ตอนที่ 1)">ชีวิตใน New York City (ตอนที่ 1)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ <img src='http://iam.ekapol.com/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> </a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 7)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 7)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 6)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 6)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/11/i-wanna-be-a-new-yorker-part-1/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 1)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/" title="Following on Twitter and Facebook in New York City">Following on Twitter and Facebook in New York City</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2009/07/22/come-back-again/" title="Come Back Again">Come Back Again</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/14/just-wait-a-while-to-become-better/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อความหวังทำให้ชีวิตมีลมหายใจ</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/13/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/13/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 16:51:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[Reader]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[อาทิตย์ที่แล้วผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่พูดเกี่ยวกับความคิดและมุมมอง มีหลายความคิดดีดีเลยทีเดียวในหนังสือเล่มนั้น สอนให้รู้จักการเข้าใจในชีวิตของคนเรานี่แหละ ว่าอย่าท้อแท้แม้จะเจอเรื่องที่เราคิดว่ามันยาก เรื่องที่เราคิดว่าเราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหามันได้แล้ว มีอยู่ตอนนึงเค้าจับเอาหนูใส่ลงไปในอ่างน้ำ ในนั้นมีน้ำอยู่ในระดับที่หนูเหยียบพื้นอ่างไม่ได้ และไม่มีทางที่หนูจะปีนเอาชีวิตรอดออกมาได้ การทดลองครั้งแรก เค้าจับเอาอ่างนั้นเข้าไปตั้งอยู่ใจกลางห้องแล้วปิดไฟ ภายในไม่เกิน 3 นาที หนูจมน้ำตาย ครั้งต่อมาทำทุกอย่างเหมือนเดิมหมดยกเว้นเปิดไปห้องทิ้งไว้ ปรากฎว่าหนูสามารถว่ายน้ำได้เป็นวัน รู้ป่าวว่ามันหมายถึงอะไร เค้าบอกว่า ตอนที่ปิดไฟนั้นแน่นอนหนูไม่เห็นถึงอะไรเลย หนูคิดว่าว่าตนเองกำลังหมดความหวังในชีวิตไป ในใจมันกำลังคิดว่าว่ายน้ำต่อไปมันก็ไม่รู้จะเจออะไรกับชีวิตอีก ต่างกับตอนที่เปิดไฟหนูยังเห็นว่าในห้องมีอะไร เห็นแสงไฟ เห็นเพดานห้อง คือมันมีความหวังว่าถ้ามันว่ายต่อไปโดยที่มันไม่ยอมแพ้ สักวันมันต้องได้ไปยืนบนพื้นแบบที่มันเคยยืน และมันต้องรอดแน่ๆ โอ้โหอ่านถึงตรงนี้ผมอึ้งไปเลยครับ ทำให้คิดได้ว่า ชีวิตคนมันก็ต้องอยู่ด้วยความหวังเหมือนกันสิครับ ปกติแล้วหนูเป็นสัตว์ที่รักตัวเองมาก มันจะสู้จนสุดชีวิตเพื่อให้ชีวิตมันรอด ถ้ามันเดินไปแล้วถูกกับดักแล้วขามันติดกาวไม่สามารถไปไหนได้ มันจะยอมใช้ปากของมันกัดขาตัวเองทิ้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเจ็บมาก แต่เพื่อความอยู่รอดของมัน มันมีความหวังว่าชีวิตมันต้องอยู่ต้องไป ไม่ใช่ยอมแพ้ สำหรับเพื่อนๆ ที่เจอปัญหาแล้วกำลังท้อแท้ลองค่อยๆ ใช้เวลาคิดหาทางออกแบบใจเย็นๆ นะครับ อย่าเพิ่งยอมแพ้เพราะโลกเราสร้างมาให้อยู่ในความสมดุล เมื่อมีปัญก็ต้องมีทางแก้ เมื่อมีสิ่งที่แย่ก็จะมีสิ่งที่ดีดีเข้ามาทดแทน เมื่อได้สิ่งที่ต้องการก็ต้องเสียสิ่งที่เราไม่อยากเสียไป เพื่อให้เกิดความสมดุลกับชีวิตครับ Related Articles]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาทิตย์ที่แล้วผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่พูดเกี่ยวกับความคิดและมุมมอง มีหลายความคิดดีดีเลยทีเดียวในหนังสือเล่มนั้น สอนให้รู้จักการเข้าใจในชีวิตของคนเรานี่แหละ ว่าอย่าท้อแท้แม้จะเจอเรื่องที่เราคิดว่ามันยาก เรื่องที่เราคิดว่าเราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหามันได้แล้ว มีอยู่ตอนนึงเค้าจับเอาหนูใส่ลงไปในอ่างน้ำ ในนั้นมีน้ำอยู่ในระดับที่หนูเหยียบพื้นอ่างไม่ได้ และไม่มีทางที่หนูจะปีนเอาชีวิตรอดออกมาได้ การทดลองครั้งแรก เค้าจับเอาอ่างนั้นเข้าไปตั้งอยู่ใจกลางห้องแล้วปิดไฟ ภายในไม่เกิน 3 นาที หนูจมน้ำตาย ครั้งต่อมาทำทุกอย่างเหมือนเดิมหมดยกเว้นเปิดไปห้องทิ้งไว้ ปรากฎว่าหนูสามารถว่ายน้ำได้เป็นวัน</p>
<p>รู้ป่าวว่ามันหมายถึงอะไร เค้าบอกว่า ตอนที่ปิดไฟนั้นแน่นอนหนูไม่เห็นถึงอะไรเลย หนูคิดว่าว่าตนเองกำลังหมดความหวังในชีวิตไป ในใจมันกำลังคิดว่าว่ายน้ำต่อไปมันก็ไม่รู้จะเจออะไรกับชีวิตอีก ต่างกับตอนที่เปิดไฟหนูยังเห็นว่าในห้องมีอะไร เห็นแสงไฟ เห็นเพดานห้อง คือมันมีความหวังว่าถ้ามันว่ายต่อไปโดยที่มันไม่ยอมแพ้ สักวันมันต้องได้ไปยืนบนพื้นแบบที่มันเคยยืน และมันต้องรอดแน่ๆ โอ้โหอ่านถึงตรงนี้ผมอึ้งไปเลยครับ ทำให้คิดได้ว่า ชีวิตคนมันก็ต้องอยู่ด้วยความหวังเหมือนกันสิครับ<span id="more-351"></span></p>
<p>ปกติแล้วหนูเป็นสัตว์ที่รักตัวเองมาก มันจะสู้จนสุดชีวิตเพื่อให้ชีวิตมันรอด ถ้ามันเดินไปแล้วถูกกับดักแล้วขามันติดกาวไม่สามารถไปไหนได้ มันจะยอมใช้ปากของมันกัดขาตัวเองทิ้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเจ็บมาก แต่เพื่อความอยู่รอดของมัน มันมีความหวังว่าชีวิตมันต้องอยู่ต้องไป ไม่ใช่ยอมแพ้</p>
<p>สำหรับเพื่อนๆ ที่เจอปัญหาแล้วกำลังท้อแท้ลองค่อยๆ ใช้เวลาคิดหาทางออกแบบใจเย็นๆ นะครับ อย่าเพิ่งยอมแพ้เพราะโลกเราสร้างมาให้อยู่ในความสมดุล เมื่อมีปัญก็ต้องมีทางแก้ เมื่อมีสิ่งที่แย่ก็จะมีสิ่งที่ดีดีเข้ามาทดแทน เมื่อได้สิ่งที่ต้องการก็ต้องเสียสิ่งที่เราไม่อยากเสียไป เพื่อให้เกิดความสมดุลกับชีวิตครับ<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post"></ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/13/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อ Facebook เข้ามามีบทบาทมากกว่า Google</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/10/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-facebook-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/10/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-facebook-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2010 05:33:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[Developer]]></category>
		<category><![CDATA[Adwords]]></category>
		<category><![CDATA[Become a Fans]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Fans]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Feed]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Google Reader]]></category>
		<category><![CDATA[Hi5]]></category>
		<category><![CDATA[Internet]]></category>
		<category><![CDATA[RSS]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[User Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[YouTube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=330</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ Social Network เข้ามามีบทบาทต่อคนที่ใช้ Internet ในทุกๆระกับ มี Social Network เกิดใหม่มากมาย ในเมืองไทยช่วงแรกๆก็คงต้องยอมรับว่า Hi5 มาแรงมาก แต่ช่วงนี้กระแส Hi5 ลดลงไปมาเพราะมี Facebook ซึ่งมี Features ที่เด็ดกว่าเข้ามา ปกติถ้าเป็นสมัยก่อนเข้าเว็บหลายคนก็คงจะหนีไม่พ้นการเข้ามา Check Mail, ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine อย่างเช่น Google, แล้วก็เปิดดู Clip Video ผ่าน YouTube มาวันนี้สำหรับคนที่ใช้ internet ในทุกๆ มุมโลกคนจะมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก Facebook ที่รวม Features เด็ดต่างๆ ไว้มากมาย ที่แม้กระทั่งยักย์ใหญ่อย่าง Google ยังต้องหวั่นไปเลย ตอนนี้จาก Stat ของ Alexa ทาง Facebook เป็นอันดับ 2 ตาม Google [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ Social Network เข้ามามีบทบาทต่อคนที่ใช้ Internet ในทุกๆระกับ มี Social Network เกิดใหม่มากมาย ในเมืองไทยช่วงแรกๆก็คงต้องยอมรับว่า Hi5 มาแรงมาก แต่ช่วงนี้กระแส Hi5 ลดลงไปมาเพราะมี Facebook ซึ่งมี Features ที่เด็ดกว่าเข้ามา ปกติถ้าเป็นสมัยก่อนเข้าเว็บหลายคนก็คงจะหนีไม่พ้นการเข้ามา Check Mail, ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine อย่างเช่น Google, แล้วก็เปิดดู Clip Video ผ่าน YouTube</p>
<p>มาวันนี้สำหรับคนที่ใช้ internet ในทุกๆ มุมโลกคนจะมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก Facebook ที่รวม Features เด็ดต่างๆ ไว้มากมาย ที่แม้กระทั่งยักย์ใหญ่อย่าง Google ยังต้องหวั่นไปเลย ตอนนี้จาก Stat ของ Alexa ทาง Facebook เป็นอันดับ 2 ตาม Google อยู่แค่อันดับเดียวเอง อีกไม่นานอาจจะมีการเปลี่ยนอันดับกันให้เห็นก็ว่าได้ เพราะตอนนี้ Facebook มี users ทั่วโลกมากกว่า 400 users แล้วนั่นเอง ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Facebook มีกระแสแรงก็คงด้วย ตัว Application ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Application Game ที่ถูกใจ คลอ internet กลุ่มวัยรุ่นที่สามารถ Invite เพื่อนเข้ามาเล่นด้วยกันได้ การทำให้เราได้รู้จักเพื่อนเก่าๆ ที่เราคิดว่าเราคงลืมไปแล้วมั้ง ประเด็นหนึ่งคือมีใช้ User Facebook user เดียวแต่สามารถทำอะไรได้เยอะมากกว่าการเข้าไป comment เพื่อนเหมือน Hi5<span id="more-330"></span></p>
<p>ส่วนที่เป็นตัวเด็ดของ Facebook อีกตัวหนึ่งคือการที่เป็น เว็บที่มี Interactive เช่น ระบบ Chat บนเว็บ หรือการที่ ข้อมูลบนเว็บมีการ Update อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องมีการ Refresh หน้่าเว็บ ทำให้ User รู้สึกว่าเว็บมีชีวิตชีวามากขึ้น ที่เด็ดไปกว่านั้น คือระบบ Group กับระบบ Fans ที่ช่วยในการโปรเมทเว็บต่างๆ และทำให้ users เลือกติดตามข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบ Feed ของ Facebook ได้ง่ายๆ ไม่ต้องผ่านระบบ Feed บนเว็บแบบ RSS หรือผ่านระบบ Feed อื่นๆ เช่น Google Reader</p>
<p>มาถึงประเด็นของหัวข้อนี้คือ ปกติถ้าเป็นเมื่อก่อน จะโปรโมทเว็บที่แน่นอน มักมีคำถามว่าทำยังไงให้ติด Google หน้าแรก จะทำ SEO ต้องทำอย่างไรบ้าง จนกลายเป็นธุรกิจ Search Engine เช่น Adwords, PPC บริการทำ SEO ต่างๆมากมาย แต่มาวันนี้ นั่นเป็นวิธีการที่ users ไม่ได้เลือกข้อมูลมาบริโภค แต่ทาง Search Engine เป็นตัวเลือกข้อมูลที่ใกล้เคียงที่สุดมาบริโภคให้ users ซึ่งบางครั้ง ก็ได้ข้อมูลไม่ตรงตามที่ users ต้องการ หรือบางครั้งก็ทำให้ users พลาดข้อมูลสำคัญที่ตัวพวกเค้าเองอยากจะติดตามหรือกำลังสนใจ แต่สำหรับ Facebook มี Feature Fans ทำให้ users เลือกข้อมูลที่พวกเค้าต้องการเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ด้วยวิธีง่ายๆ นั่นเอง เพียงแค่คลิก Become a Fans ดังนั้น การโปรโมทเว็บในตอนนี้และอนาคต ถ้าเราสามารถดึง users ให้เข้ามาทั้งทาง Facebook และ Google ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น</p>
<p>สังเกตุว่าทางเว็บ Facebook เองนั้น ไม่ได้หวังจะเพิ่งให้ users ที่เข้ามาทาง Google เลย เพราะจากโครงสร้างของตัว Facebook เองนั้นไม่ได้เขียนเพื่อให้ Support การ index ในหลัก Search Engine ตามหลัง SEO เลย ก็แน่แหละครับจะ เพิ่งทำไมในเมื่อตัวเองสามารถ ถึง users ให้เข้ามาเป็นสมาชิกได้มากกว่า Google เผลอๆ ในอีกไม่นานจำนวน users อาจจะมากกว่า Google เองซะด้วยซ้ำ และระบบการใช้งานก็ง่ายกว่าการเป็นสมาชิกของ Google สำหรับเพื่อนๆ หลายคน เพราะสังเกตดูหลายๆ คนมักจะงงกับการเป็นสมาชิกของ Google มากพอสมควรเลยที่ดี อาจจะเพราะมี services มากไปหน่อยกับเรื่องของ User Friendly หรือเปล่าอันนี้ก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าต้องรอดูต่อไประหว่างสงคราม Search Engine ของ Google กับ Social Network ของ Facebook ว่าใครจะเหนือชั้นกว่ากันครับ<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post">
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/" title="Following on Twitter and Facebook in New York City">Following on Twitter and Facebook in New York City</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/" title="ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)">ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/08/facebook-vanity-urls-for-fan-page/" title="Facebook Vanity URLs for Fan Page">Facebook Vanity URLs for Fan Page</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/10/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-facebook-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook Vanity URLs for Fan Page</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/02/08/facebook-vanity-urls-for-fan-page/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/02/08/facebook-vanity-urls-for-fan-page/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 01:19:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[Developer]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Domain]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Fan Page]]></category>
		<category><![CDATA[Transfer]]></category>
		<category><![CDATA[URLs]]></category>
		<category><![CDATA[Vanity URLs]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=309</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่นต้องขอบคุณเพื่อนๆ ใน Facebook นะครับที่ตัดสินใจผิดเข้ามาเป็น Fans ของ Blog ผม จริงๆ แล้วผมส่ง Invite ไปให้เองแหละเหมือนจะบังคับให้เป็นเลย วันนี้มี Fans เกิน 25 คนและทาง Facebook จึงยอมให้ผมมี Vanity URLs หรือ Short URLs เพื่อให้จำหน้า Fan ง่ายๆเป็นของตัวเอง ทันทีที่ได้ครบ 25 fans ก็ลุยโลดเลยครับเข้าไปที่ http://www.facebook.com/username/ สำหรับคนที่เป็น admin ของหน้า Fans จะมี Link เขียนว่า Set a username for your Pages กดเข้าไปแล้วเลือกว่าจะ set ให้ Page ไหน ข้อควรระวังก็คือ set แล้วแก้ไม่ได้ ต้องคิดชื่อดีดี อีกอย่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนอื่นต้องขอบคุณเพื่อนๆ ใน Facebook นะครับที่ตัดสินใจผิดเข้ามาเป็น Fans ของ Blog ผม จริงๆ แล้วผมส่ง Invite ไปให้เองแหละเหมือนจะบังคับให้เป็นเลย วันนี้มี Fans เกิน 25 คนและทาง Facebook จึงยอมให้ผมมี <strong>Vanity URLs</strong> หรือ Short URLs เพื่อให้จำหน้า Fan ง่ายๆเป็นของตัวเอง</p>
<p>ทันทีที่ได้ครบ 25 fans ก็ลุยโลดเลยครับเข้าไปที่ http://www.facebook.com/username/ สำหรับคนที่เป็น admin ของหน้า Fans จะมี Link เขียนว่า <strong>Set a username for your Pages</strong> กดเข้าไปแล้วเลือกว่าจะ set ให้ Page ไหน ข้อควรระวังก็คือ set แล้วแก้ไม่ได้ ต้องคิดชื่อดีดี อีกอย่าง Facebook ไม่ Allow ที่จะ Transfer user ด้วย รู้สึกเหมือนจะ Claim user ได้เหมือนกันนะแต่คงต้องเป็นเรื่องยาวเลยครับ ผมลองหาทางที่จะ Transfer อยู่นานสุดท้ายก็จำใจคิดชื่อใหม่ จนยอมแพ้และ จริงๆอยากได้ username ว่า iamekapol แต่ตัวเองดันเอาไปใช้แล้วในหน้าของ Profiles แก้ก็แก้ไม่ได้แล้วเลยตั้งใหม่เป็น ekapol.i.am ดูแล้วคล้ายๆ will.i.am เลยเนอะ สรุปแล้วเลยได้ชื่อ URLs ของหน้า Fan Page มาเป็น <strong>facebook.com/ekapol.i.am</strong> นั่งเอง ก็ดูเก๋ไปอีกแบบนึงนะ<span id="more-309"></span></p>
<p>เท่าที่ผมอ่านดูสาเหตุที่ Facebook ไม่ยอมให้มีการ Transfer ก็คือกลัวว่าจะมีการ Transfer username ในเชิงธุรกิจเหมือนการขาย Domain Name นั่นเอง กลัวจะไปสมัคร Facebook หลายๆ Accounts แล้วจองชื่อ Username เก่ๆ กันไปหมด ไม่ต้องใครหรอกครับ เป็นผมผมก็ทำเหมือนกัน จองฟรีไม่เสียตังเหมือนจดชื่อโดเมนใหม่ครับ อิอิ<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post">
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/13/following-on-twitter-and-facebook-in-new-york-city/" title="Following on Twitter and Facebook in New York City">Following on Twitter and Facebook in New York City</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2010/02/10/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-facebook-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/" title="เมื่อ Facebook เข้ามามีบทบาทมากกว่า Google">เมื่อ Facebook เข้ามามีบทบาทมากกว่า Google</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2009/07/26/technic-transfer-money-to-thailand-free/" title="วิธีการโอนเงินจากเมกาเข้าไทยโดยไม่เสียค่าใช่จ่าย">วิธีการโอนเงินจากเมกาเข้าไทยโดยไม่เสียค่าใช่จ่าย</a></li>
<li><a href="http://iam.ekapol.com/2009/07/22/come-back-again/" title="Come Back Again">Come Back Again</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/02/08/facebook-vanity-urls-for-fan-page/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่ามองคนรวยที่ความรวย</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2009/03/21/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2009/03/21/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Mar 2009 18:26:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ekapol.com/?p=166</guid>
		<description><![CDATA[เวลาที่เราเห็นคนรวยสิ่งแรกที่เรามองเห็นก็คือ ความรวย ก็ใช่สิก็เค้ารวยนี่นา มองแล้วเราเก็นอะไรของเค้าบ้าง บ้านหลังใหญ่ รถหรูๆ แต่งตัวดีดี ใส่แหวนใส่ทอง และอีกหลายๆอย่างที่เราคิดว่าคนรวยต้องมีและเราไม่มี ถ้าเรารวยเราจะต้องมีแบบเค้าบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับความคิดเหล่านี้ ในขณะที่เรากำลังคิดแบบนี้อยู่นั้นเรากำลังลืมตัวไปว่า เรากำลังอิจหาเค้า อ่าวก็เค้ารวยหนิก็ต้องอิจฉากันเป็นธรรมดา จริงๆแล้วความคิดเหล่านี้เริ่มต้นมาจากสิ่งที่เรามองเห็นคนรวยเพียงภายนอกเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวทำให้เรารู้สึกอิจฉาเค้าขึ้นมาทันทีทันใด เราโชคไม่ดีที่เกิดมาจน อย่าให้่ฉันรวยบ้างนะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราก็คือความน้อยเนื้อต่ำใจกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ทำให้เรามองคนคนนั้นในมุมมองที่ติดลบทันที และจะติดลบไปอีกนาน นั่นเพราะเราเอาเค้ามาเปรียบเทียบกับเราภายในใจลึกๆของเรา ลองมองในมุมที่กลับกัน เอาใหม่เวลาเจอคนรวยให้มองภาพแรกว่า เฮ้ยทำไมเค้าถึงรวย เค้าทำอะไรเค้าถึงรวย จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะทำแบบเค้าแล้วจะรวยแบบเค้า พยายามตั้งคำถามต่างๆนาๆให้เยอะที่สุด แล้วพยายามหาคำตอบจากคำถามที่เราตั้งนั้น เมื่อเราค่อยๆ ตอบเค้าถามที่เราตั้งไว้นั้นโดยใช้ความคิดอย่างช้าๆ เราอาจจะมองเค้าในมุ่มที่ว่า เค้าเก่งมาก เค้าสู้มาก เค้าน่านับถือมากๆ แล้วเราก็จะรู้สึกบวกกับคนคนนี้ทันที และจะบวกไปอีกนานมากๆ เราจะรู้สึกว่าเค้าเหมือน ต้นแบบที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง ผลที่ได้ตามมาจากความคิดด้านบวก ไม่เข้าใครออกใครหรอกครับคุณนั่นแหละที่จะได้ประโยชน์จากการตั้งคำถามเหล่้านั้นเมื่อเจอคนรวย ผมมั่นใจว่าความคิดและชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปอยู่อีกโลกนึงทันดี ลองเปลี่ยนมุมมองคนรวยดูนะครับ แล้วคุณจะพบกับโลกใบใหม่ที่มีอะไรท้าทายรอคุณอยู่ตรงหน้า Related Articles]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาที่เราเห็นคนรวยสิ่งแรกที่เรามองเห็นก็คือ ความรวย ก็ใช่สิก็เค้ารวยนี่นา มองแล้วเราเก็นอะไรของเค้าบ้าง บ้านหลังใหญ่ รถหรูๆ แต่งตัวดีดี ใส่แหวนใส่ทอง และอีกหลายๆอย่างที่เราคิดว่าคนรวยต้องมีและเราไม่มี ถ้าเรารวยเราจะต้องมีแบบเค้าบ้าง</p>
<p>เกิดอะไรขึ้นกับความคิดเหล่านี้ ในขณะที่เรากำลังคิดแบบนี้อยู่นั้นเรากำลังลืมตัวไปว่า เรากำลังอิจหาเค้า อ่าวก็เค้ารวยหนิก็ต้องอิจฉากันเป็นธรรมดา จริงๆแล้วความคิดเหล่านี้เริ่มต้นมาจากสิ่งที่เรามองเห็นคนรวยเพียงภายนอกเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวทำให้เรารู้สึกอิจฉาเค้าขึ้นมาทันทีทันใด เราโชคไม่ดีที่เกิดมาจน อย่าให้่ฉันรวยบ้างนะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราก็คือความน้อยเนื้อต่ำใจกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ทำให้เรามองคนคนนั้นในมุมมองที่ติดลบทันที และจะติดลบไปอีกนาน นั่นเพราะเราเอาเค้ามาเปรียบเทียบกับเราภายในใจลึกๆของเรา<span id="more-166"></span></p>
<p>ลองมองในมุมที่กลับกัน เอาใหม่เวลาเจอคนรวยให้มองภาพแรกว่า เฮ้ยทำไมเค้าถึงรวย เค้าทำอะไรเค้าถึงรวย จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะทำแบบเค้าแล้วจะรวยแบบเค้า พยายามตั้งคำถามต่างๆนาๆให้เยอะที่สุด แล้วพยายามหาคำตอบจากคำถามที่เราตั้งนั้น เมื่อเราค่อยๆ ตอบเค้าถามที่เราตั้งไว้นั้นโดยใช้ความคิดอย่างช้าๆ เราอาจจะมองเค้าในมุ่มที่ว่า เค้าเก่งมาก เค้าสู้มาก เค้าน่านับถือมากๆ แล้วเราก็จะรู้สึกบวกกับคนคนนี้ทันที และจะบวกไปอีกนานมากๆ เราจะรู้สึกว่าเค้าเหมือน ต้นแบบที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง</p>
<p>ผลที่ได้ตามมาจากความคิดด้านบวก ไม่เข้าใครออกใครหรอกครับคุณนั่นแหละที่จะได้ประโยชน์จากการตั้งคำถามเหล่้านั้นเมื่อเจอคนรวย ผมมั่นใจว่าความคิดและชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปอยู่อีกโลกนึงทันดี ลองเปลี่ยนมุมมองคนรวยดูนะครับ แล้วคุณจะพบกับโลกใบใหม่ที่มีอะไรท้าทายรอคุณอยู่ตรงหน้า<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post"></ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2009/03/21/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันสุดท้ายของการทำงาน</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2009/03/15/end-of-employer/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2009/03/15/end-of-employer/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Mar 2009 21:39:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blogger]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ekapol.com/?p=152</guid>
		<description><![CDATA[ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของการทำงานบริษัทซะทีเรา 1 ปีสี่เดือน กับการลาออกวันศุกร์ 13 (วันดีเสียด้วยสิเรา เห่อะๆ) กับการทำงานบริษัทสุดท้าย ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีรู้สึกหวิวๆเหมือนกัน เพราะต่อไปก็คงต้องไปดิ้นรนบนเส้นทางที่ต้องดูและตัวเองมากขึ้น 23 เดือนครึ่งกับการทำงานบริษัทช่างไวเสียจริงๆ เหมือนเพิ่งเริ่มต้นเอง ตอนนี้ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเจออะไร ไม่รู้จะเจอใครหน้าตาใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตของเรา ทำได้แค่เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมที่จะเดินบนเส้นทางที่เราได้วางเอาไว้ การทำงานที่ผ่านๆมามีความสุขมากครับมีความทุกข์บ้างแต่ก็ลืมมันหมดไปแล้ว เหลือเป็นความทรงจำดีดีกับเพื่อนที่ทำงานทั้งสองที่ ชีวิตยังต้องต่อสู้กับอะไรอีกมากมายไม่มีเวลามานั่งคิดอะไรเพ้อเจ้อเหมือนเด็กๆ ซะแล้วสิเรา เพิ่งเข้าใจว่าการเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องของการมีอายุเพิ่มขึ้นไปวันๆ แต่การเป็นผู้ใหญ่คือการที่เรามีความรับผิดชอบมากขึ้นนั่นเอง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรารู้สึกผูกพันธ์ ทั้งเก้าอี้ที่นั่งทำงาน เพื่อนที่ทำงาน ห้องนอน ร้านอาหารที่นั่งกินอยู่ทุกวัน หนังสือที่เคยชอบซื้อมาอ่าน โทรศัพท์ที่เคยได้คุยอยู่เป็นประจำ เพื่อนๆที่เป็นที่คอยฟังเราบ่น ชีวิตประจำวัน และิอีกหลายๆอย่างที่เราเคยทำเป็นกิจวัตรประจำวัน หลายอย่างคงไม่ได้ทำอีกนานและอีกหลายอย่างคงไม่ได้ทำอีกแล้ว วู๊ววว์ หยุดพร่ำเพ้อได้แล้ว ถึงเวลาสู้กับตัวเองสู้วันพรุ่งนี้แล้ว เอกพล สู้ๆ Related Articles]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของการทำงานบริษัทซะทีเรา 1 ปีสี่เดือน กับการลาออกวันศุกร์ 13 (วันดีเสียด้วยสิเรา เห่อะๆ) กับการทำงานบริษัทสุดท้าย ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีรู้สึกหวิวๆเหมือนกัน เพราะต่อไปก็คงต้องไปดิ้นรนบนเส้นทางที่ต้องดูและตัวเองมากขึ้น 23 เดือนครึ่งกับการทำงานบริษัทช่างไวเสียจริงๆ เหมือนเพิ่งเริ่มต้นเอง</p>
<p>ตอนนี้ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเจออะไร ไม่รู้จะเจอใครหน้าตาใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตของเรา ทำได้แค่เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมที่จะเดินบนเส้นทางที่เราได้วางเอาไว้ การทำงานที่ผ่านๆมามีความสุขมากครับมีความทุกข์บ้างแต่ก็ลืมมันหมดไปแล้ว เหลือเป็นความทรงจำดีดีกับเพื่อนที่ทำงานทั้งสองที่ ชีวิตยังต้องต่อสู้กับอะไรอีกมากมายไม่มีเวลามานั่งคิดอะไรเพ้อเจ้อเหมือนเด็กๆ ซะแล้วสิเรา เพิ่งเข้าใจว่าการเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องของการมีอายุเพิ่มขึ้นไปวันๆ แต่การเป็นผู้ใหญ่คือการที่เรามีความรับผิดชอบมากขึ้นนั่นเอง<span id="more-152"></span></p>
<p>มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรารู้สึกผูกพันธ์ ทั้งเก้าอี้ที่นั่งทำงาน เพื่อนที่ทำงาน ห้องนอน ร้านอาหารที่นั่งกินอยู่ทุกวัน หนังสือที่เคยชอบซื้อมาอ่าน โทรศัพท์ที่เคยได้คุยอยู่เป็นประจำ เพื่อนๆที่เป็นที่คอยฟังเราบ่น ชีวิตประจำวัน และิอีกหลายๆอย่างที่เราเคยทำเป็นกิจวัตรประจำวัน หลายอย่างคงไม่ได้ทำอีกนานและอีกหลายอย่างคงไม่ได้ทำอีกแล้ว</p>
<p>วู๊ววว์ หยุดพร่ำเพ้อได้แล้ว ถึงเวลาสู้กับตัวเองสู้วันพรุ่งนี้แล้ว เอกพล สู้ๆ<br />
<h3>Related Articles</h3>
<ul class="related_post"></ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2009/03/15/end-of-employer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
