<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>I am Ekapol</title>
	<atom:link href="http://iam.ekapol.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://iam.ekapol.com</link>
	<description>New Yorker</description>
	<lastBuildDate>Wed, 19 Oct 2011 08:12:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 11)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2011/10/19/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-new-yorker-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2011/10/19/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-new-yorker-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 08:12:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Block]]></category>
		<category><![CDATA[BTS]]></category>
		<category><![CDATA[China Town]]></category>
		<category><![CDATA[Elmhurst]]></category>
		<category><![CDATA[Forest Hills]]></category>
		<category><![CDATA[Hot Sauce]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Street]]></category>
		<category><![CDATA[Subway]]></category>
		<category><![CDATA[White Sauce]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=555</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : วันแรกที่ไม่ราบรื่น ตื่นเช้าขึ้นมาวันแรกประมาณ 10 โมงได้ ลืมตาขึ้นในห้องใต้หลังคาสามเหลี่ยม หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครเพราะว่าเพื่อนของผมออกไปทำงานแล้ว เอายังไงดีเราจะทำอะไรก่อนดี หิวซะแล้วซิเรา อาบน้ำก่อนแล้วค่อนเดินออกไปหาอะไรกินดีกว่า แต่ว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดีเรา เอางี้เดินไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวคงจะมีอะไรให้ผมซื้อกินเองแหละ เดินออกจากบ้านมาประมาณ 2 Block ได้ จะเป็นหน้าโรงพญาบาลใหญ่ชื่อว่า Elmhurst Hospital ขออธิบายคำว่า Block ให้ฟังก่อนนะครับ คนที่นี่จะมีหน่วยของระยะการเดินทางเป็น Block นะครับ ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงบ้านของโนบิตะในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนดูนะครับ มันจะเป็น Block เหลี่ยมๆ ที่มีถนนรถล้อมรอบทุกทิศ คิดว่าเพื่อนๆ คงจะพอนึกภาพออกกันนะครับ เนื่องจากถนนที่นี่ใช้ระบบ Street ตัดกับ Avenue เพราะฉนั้นก็จะมีทั้ง Block สั้นและ Block ยาว Block สั้นจะเป็น Block ระหว่าง Street ถึง Street ถัดไป Block ยาวจะเป็น Block [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : วันแรกที่ไม่ราบรื่น</strong></p>
<p>ตื่นเช้าขึ้นมาวันแรกประมาณ 10 โมงได้ ลืมตาขึ้นในห้องใต้หลังคาสามเหลี่ยม หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครเพราะว่าเพื่อนของผมออกไปทำงานแล้ว เอายังไงดีเราจะทำอะไรก่อนดี หิวซะแล้วซิเรา อาบน้ำก่อนแล้วค่อนเดินออกไปหาอะไรกินดีกว่า แต่ว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดีเรา เอางี้เดินไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวคงจะมีอะไรให้ผมซื้อกินเองแหละ</p>
<p>เดินออกจากบ้านมาประมาณ 2 Block ได้ จะเป็นหน้าโรงพญาบาลใหญ่ชื่อว่า Elmhurst Hospital ขออธิบายคำว่า Block ให้ฟังก่อนนะครับ คนที่นี่จะมีหน่วยของระยะการเดินทางเป็น Block นะครับ ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงบ้านของโนบิตะในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนดูนะครับ มันจะเป็น Block เหลี่ยมๆ ที่มีถนนรถล้อมรอบทุกทิศ คิดว่าเพื่อนๆ คงจะพอนึกภาพออกกันนะครับ เนื่องจากถนนที่นี่ใช้ระบบ Street ตัดกับ Avenue เพราะฉนั้นก็จะมีทั้ง Block สั้นและ Block ยาว</p>
<p>Block สั้นจะเป็น Block ระหว่าง Street ถึง Street ถัดไป<br />
Block ยาวจะเป็น Block จาก Avenue ถึง Avenue ถัดไป<br />
ถ้าบอกว่าทางไปกี่ Block คนที่อยู่ที่นี่จะสามารถจินตนาการถึงความเหนื่อยได้เองว่า ตัวเองจะต้องเดินทางไปไกลขนาดไหน</p>
<p><span id="more-555"></span></p>
<p>หน้าโรงพญาบาลจะเป็นสนามเด็กเล่น มีคนเดินผ่านไปมาพลุกพล่านเต็มไปหมด ผมก็เห็นมีรถเข็นขาย Hot Dog จอดอยู่แถวหน้าโรงพยาบาล เอาแหละอาหารมื้อแรกของเรา เดินเข้าไปด้วยความมั่นใจ คิดอะไรไม่ออกก็เลยชี้นิ้วไปที่เมนูอาหารที่รู้สึกว่ามันน่ากินที่สุดและถูกที่สุด แล้วผมก็บอกคนขายว่า One คนขายก็พยักหน้าเป็นอันเข้าใจกันว่าผมต้องการ 1 ชิ้น และแล้วคนขายก็หันมาถามผมว่าจะเอาซอสอะไรอะไรใส่ไปกับ Hot Dog แต่ผมฟังไม่ออกว่าคนขายบอกว่าซอสอะไร ได้แต่ยืนทำหน้างงๆ ได้แต่พูดออกไปว่า เอ่อ คนขายก็ทำหน้าเซ้งๆ ใส่ผม ผมก็เลยบอกไปว่า You choose ประมาณว่าเลือกให้ผมหน่อยผมเลือกไม่ถูก เท่านั้นแหละครับคนขายก็ยื่นบ่นอะไรผมสักอย่าง แต่ไม่เป็นอะไรครับเพราะผมฟังไม่ออกอยู่แล้วว่าเค้าบ่นอะไรผม ไม่สนแล้วครับกินก่อนดีกว่า</p>
<p>ผมเพิ่งเข้าใจตอนนั้นแหละครับว่าอาหารมื้อแรกของคนที่มาใช้ชีวิตในต่างแดนมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดนเฉพาะคนที่ไม่เป็นภาษาอย่างผม กว่าอาหารจะตกถึงท้องได้นี่เล่นเอาเหงื่อตกกันเลยครับ ผมเพิ่งมาเข้าใจตอนหลังว่าคนขายเค้าถามผมว่าจะเอา Hot Sauce หรือ White Sauce ซึ่งเป็นซอสของอาหารที่ขายกันตามรสเข็นข้างทางที่นี่ครับ</p>
<p>เสร็จแล้วก็ได้เวลาท่องนิวยอร์คแล้วสิเรา เดินไปลง Subway ที่สถานี Elmhurst กะว่าจะเข้าไปเดินเล่นดูซะหน่อยว่าในเมืองเป็นยังไงบ้าง ลักษณะการใช้บัตรของที่นี่จะเป็นการรูด ไม่ต้องเสียบแล้วให้เด้งเหมือนรถไฟฟ้า BTS เมืองไทย ถ้าเรารูดแล้วมีไฟสีเขียวขึ้นว่า Go ก็พลักประตูแล้วเข้าไปได้เลย แต่ถ้าเรารูดเร็วเกินไปเครื่องจะบอกให้เรารูดใหม่อีกครั้ง ตรงนี้ต้องระวังนะครับตอนที่ไฟขึ้นว่า Go ให้เรารีบเข้าไปเลย ถ้าเราดันเผลอรูดบัตรซ้ำไป ในกรณีที่เราใช้บัตร Unlimited ไฟจะขึ้นว่า Just Used ซึ่งต้องรออีก 15 นาทีถึงจะกลับมารูดได้อีกครั้ง แต่ถ้าเราใช้บัตรแบบเติมเงินเราก็จะเสียค่าการเรียนรู้ความถูกผิดประมาณ 2 บาทกว่าๆ ว่าคราวหลังถ้าเขียวไฟขึ้น Go แล้วเข้าไปได้เลยนะไม่ต้องรูดซ้ำอีกรอบนะ ซึ่งผมเชื่อครับว่าคนที่มาอยู่ที่นี่หลายๆ คนรูดบัตรซ้ำกันมาทั้งนั้นครับ</p>
<p>เข้าไปยืนรอรถไฟในหลุม Subway รู้สึกว่าข้างในมันดูเก่ามากๆ มีขยะอยู่บนรางรถไฟด้วยแล้วแถมบางทีเห็นหนูวิ่งเล่นกันด้วยครับ อันนี้ก็ว่าไม่ได้ครับเพราะ Subway ที่นี่ถูกใช้มาเป็นร้อยปี แล้วแถมเปิดบริการตลอด 24 ชั่งโมง เอาแหละรถไฟสาย R มาแล้ว เข้าไปข้างในคนเต็มยืนกันเต็มไปหมด ผมก็ยืนโหนไปบนรถไฟนั่นแหละครับเพราะคนเยอะอยู่ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับความรู้สึกที่เราย้ายโรงเรียนแล้วเข้าไปเรียนในห้องวันแรก ตัวคนเดียวไม่รู้จักใคร เสียงของคนบนรถที่พูดกันตอนนั้น หูของผมไม่สามารถจับได้ว่าเค้าพูดอะไรกัน เป็นภาษาอังกฤษเต็มหัวผมไปหมด เหมือนผมกำลังยืนอยู่บนอีกโลกหนึ่งที่กำลังเป็นตัวอะไรสักตัวหนึ่ง</p>
<p>รถไฟก็วิ่งไปประมาณ 2 - 3 ป้ายผมก็เปิดดูแผนที่ที่พกมาว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ดูไปดูมาผมขึ้นรถไฟผิดขบวนนี่นา ผมจะเข้าเมืองแต่ทำไมรถไฟยิ่งวิ่งยิ่งออกจากเมือง ผมรีบวิ่งออกจากรถไฟมาตั้งหลักใหม่ มองดูที่ป้ายที่มีลูกศรชี้ อ่าวทำไมมันชี้ว่าไปสถานีปลายทาง Forest Hills หันไปหันมามีอีกป้ายเป็นลูกศรเขียนว่าไป Manhattan ก็เลยเดินอ้อมไปขึ้นรถไฟที่วิ่งสวนมาอีกทางหนึ่ง ซึ่งผมจะบอกอีกเหมือนกันว่าคนที่มาอยู่ที่นี่จะต้องเคยขึ้นรถไฟซึ่งวิ่งไปผิดทางกับทางที่เราต้องการจะไป มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นรถไฟที่นี่ครับ ถ้าเราไม่รู้ว่ารถไฟจะวิ่งไปทางซ้ายหรือทางขวา ให้ดูที่ป้ายว่าสถานีปลายทางไปสิ้นสุดที่ไหน ซึ่งถ้าเป็นสถานีรถไฟในเกาะ Manhattan ที่บ้านจะมีเขียนไว้เสมอว่า Up Town หรือ Down Town หมายถึงว่ารถไฟจะวิ่งขึ้นหรือจะวิ่งลงนั่นเอง</p>
<p>ผมนั่งรถไฟไปสักพักใหญ่ๆ ก็ออกจากรถไฟที่สถานี Canal ซึ่งตรงนั้นเป็นแหล่งที่เรียกว่า China Town เอาแหละลองไปเดินเล่นดูดีกว่าว่ามีอะไรน่าดูบ้าง เดินไปได้ 2 Blocks ผมเกิดอาการท้องเสียขึ้นมากระทันหัน แบบว่าไม่ไหวแล้ว เอายังไงดีเรามองซ้ายมองขวา ไม่มีห้างหรือปั้มน้ำมันเหมือนเมืองไทยเลย มาทางไหนกลับทางนั้นก็แล้วกันเรา ผมรีบวิ่งลงมานั่งรถไฟสาย R จากสถานี Canal มาลง Elmhurst บ้านพักซึ่งเป็นช่วงที่ทรมานมากครับ เพราะว่ามันเป็นระไฟสาย Local คือจะจอดทุกสถานี แต่ด้วยอารมณ์ตอนนั้นผมกลัวจะนั่งสายผิด อาจจะทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ ก็เลยต้องทนนั่งสาย Local กลับมาเข้าห้องน้ำที่บ้าน เพราะที่ New York เป็นเมืองที่หาห้องน้ำเข้าค่อนข้างยากมากที่เดียวครับ เพราะฉนั้นก่อนออกจากบ้านเราจะต้องมั่นใจว่าเราจะไม่ไปปวดอะไรกลางทางครับ</p>
<p><strong>เริ่มต้นชีวิตวันแรกใน New York City ของผม ก็เป็นวันที่ไม่มีอะไรราบรื่นในชีวิตของผมเอาซะเลย แล้ววันต่อๆ ไปจะมีอะไรให้ได้ลุ้นได้ตื่นเต้นกับชีวิตของผมอีกบ้าง</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2011/10/19/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-new-yorker-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 10)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2011/05/02/i-wanna-be-a-new-yorker-10/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2011/05/02/i-wanna-be-a-new-yorker-10/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 May 2011 07:22:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[ATM]]></category>
		<category><![CDATA[Bank of America]]></category>
		<category><![CDATA[Broadway]]></category>
		<category><![CDATA[Chase]]></category>
		<category><![CDATA[Citibank]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Subway]]></category>
		<category><![CDATA[Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[Time Square]]></category>
		<category><![CDATA[Toyota Celica]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=531</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : คืนแรก เตรียมตัวพร้อมแล้วก็เดินออกมาขึ้นรถ Toyota Celica คันหรูของเพื่อนผม ที่เพิ่งซื้อมาในราคามือสองมาประมาณ 3000 เรียญ เห็นราคาแล้วเพื่อนๆ หลายคนคงอยากได้ขึ้นมาทันทีเลยใช่มั้ยครับ อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ราคารถที่นี่ถูกมากครับ แค่ราคาประกันที่นี่แพงใช้ได้เลยครับ เพื่อนผมขับรถพาผมไปฝากเงินที่ธนาคารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก ก็จอดรถอยู่แถวๆ ธนาคารนั่นแหละครับ แต่การจดรถที่นี่จะต้องคอยดูว่ามาป้ายห้ามจอดอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ระวังด้วยเดี๋ยวอาจจะโดน Ticket ได้ โดนแล้วยุ่งยากครับต้องเสียเวลาไปจ่ายค่าปรับ ป้ายที่นี่จะเขียนประมาณว่า Except ช่วงเวลา เช่น Except Mon - Tue 8.00am-10.00am หมายถึงจอดได้ตลอดเวลายกเว้นตอน 8 โมงถึง 10 โมงเช้า ของวันจันทร์ถึงวันพุธ เพราะว่าจะมีรถทำความสะอาดถนนมาทำความสะอาดครับ ใครที่มีรถจอดไว้ก็ต้องตื่นขึ้นมาเปลี่ยนที่จอดกันใหม่แหละครับ ลำบากครับกับการมีรถขับใน New York City แนะนำให้ใช้ Subway กันดีกว่าครับ ธนาคารที่ไปถึงนั้นมีชื่อเรียกว่า Chase ซึ่งเป็นธนาคารที่คนที่นี่นิยมใช้ค่อนข้างมากครับ ก็จะมีอีก 2 ธนาคารดังๆ ที่คนที่นี่นิยมใช้กัน คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : คืนแรก</strong></p>
<p>เตรียมตัวพร้อมแล้วก็เดินออกมาขึ้นรถ Toyota Celica คันหรูของเพื่อนผม ที่เพิ่งซื้อมาในราคามือสองมาประมาณ 3000 เรียญ เห็นราคาแล้วเพื่อนๆ หลายคนคงอยากได้ขึ้นมาทันทีเลยใช่มั้ยครับ อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ราคารถที่นี่ถูกมากครับ แค่ราคาประกันที่นี่แพงใช้ได้เลยครับ เพื่อนผมขับรถพาผมไปฝากเงินที่ธนาคารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก ก็จอดรถอยู่แถวๆ ธนาคารนั่นแหละครับ แต่การจดรถที่นี่จะต้องคอยดูว่ามาป้ายห้ามจอดอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ระวังด้วยเดี๋ยวอาจจะโดน Ticket ได้ โดนแล้วยุ่งยากครับต้องเสียเวลาไปจ่ายค่าปรับ ป้ายที่นี่จะเขียนประมาณว่า Except ช่วงเวลา เช่น Except Mon - Tue 8.00am-10.00am หมายถึงจอดได้ตลอดเวลายกเว้นตอน 8 โมงถึง 10 โมงเช้า ของวันจันทร์ถึงวันพุธ เพราะว่าจะมีรถทำความสะอาดถนนมาทำความสะอาดครับ ใครที่มีรถจอดไว้ก็ต้องตื่นขึ้นมาเปลี่ยนที่จอดกันใหม่แหละครับ ลำบากครับกับการมีรถขับใน New York City แนะนำให้ใช้ Subway กันดีกว่าครับ</p>
<p>ธนาคารที่ไปถึงนั้นมีชื่อเรียกว่า Chase ซึ่งเป็นธนาคารที่คนที่นี่นิยมใช้ค่อนข้างมากครับ ก็จะมีอีก 2 ธนาคารดังๆ ที่คนที่นี่นิยมใช้กัน คือ Citibank กับ Bank of America ธนาคารอื่นผมไม่แนะนำนะครับ เพราะจะค่อนข้างหาตู้กดเงินค่อนข้างยากมากครับ ถ้ากดข้ามธนาคารก็จะเสียค่า Fee ครับ การเข้าประไปยังตู้ ATM ของที่นี่ เราจะต้องใช้บัตร ATM เสียบที่ข้างประตู เพื่อให้ประตูเปิดออก รับรองว่าใครเปิดประตูครั้งแรกๆ จะต้องสับสนกันอยู่พักนึงครับ เพราะจะงงว่าจะต้องเสียบัตรไปทางไหน หลายๆ คนที่มาใหม่มักจะยืนติดอยู่หน้าประตูครับ เพราะเสียบบัตรแล้วประตูไม่ยอมเปิด ต้องรอคนให้คนที่มาใช้บริการคนอื่นเป็นคนเปิดให้ครับ<span id="more-531"></span></p>
<p>ผมชอบตู้ ATM ที่นี่นะครับ เพราะตอนที่เราเสียบบัตรเข้าไป เราเสียบแล้วดึงออกมาได้เลยครับ ไม่ต้องทิ้งบัตรค้างไว้ในตู้ขณะที่เราทำธุรกรรมเหมือนเมืองไทย ผมอยู่นี่มาไม่เคยลืมบัตรไว้ในตู้เลยครับ ตอนอยู่เมืองไทยผมต้องไปทำบัตรใหม่ทุกๆ 3 เดือนเพราะผมชอบลืมไว้ที่ตู้ตลอดครับ ตู้ที่นี่จะมีให้เลือกหลายภาษาครับทั้ง สเปน จีน เกาหลี ญี่ปุน ยกเว้นภาษาไทย ผมว่าดีแล้วนะครับที่ไม่มีภาษาไทย ผมฝากเงินทั้งหมดชั่วคราวในบัญชีของเพื่อน เหลือไว้แค่พอค่าใช้จ่ายไม่กี่สิบเหรียญ เงินสดที่นี่ถ้าไม่จำเป็นอย่าพกมากครับเพราะอันตรายมากๆ ถ้าเราฝากเงินเยอะๆ เป็นหลักพันที่ตู้ฝากเงิน เช่น ฝากไป 2000 เหรียญ เงินที่ตู้จะขึ้นสถานะ Available มาแค่ 1200 เหรียญ ส่วนเงิน 800 เหรียญจะถูกอยู่ในสถานะ Pending อีกประมาณ 1-2 วันเงินทั้งหมดจะค่อยกลับมาอยู่ในสถานะ Available ที่สามารถกดใช้ได้เองครับ</p>
<p>หลังจากนั้นเพื่อนผมก็บอกว่าพาไปเที่ยว Time Square ดีกว่าครับ มาถึง New York ก็ต้องไป Time Square ก่อน แทนที่ผมจะตื่นเต้นผมกลับหันหน้าไปถามเพื่อนทันที อะไรคือ Time Square ไม่รู้จัก ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ครับ เพื่อนผมบอกว่าผมเคยเห็นแล้ว อยู่ในหนังหลายๆเรื่องที่มีป้ายไฟโฆษณาใหญ่ๆ ตอนแรกก็นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกครับ แต่พอไปถึงที่ก็ถึงบางอ้อขึ้นมาทันที อ้อที่นี่นั่นเอง ถึงที่นั่นประมาณ 3-4 ทุ่มได้ โอ้โหคนเยอะมากครับ แถมพูดอะไรกันก็ไม่รู้ ฟังไม่ออกเลย กลัวหลงสิครับโทรศัพท์ก็ยังไม่มี ได้เดินตามเพื่อนอย่างเดียวเลย ที่นั่นดูสว่างมากๆ ดูครึกคื้นมีคนเดินไปมาตลอดเวลาครับ เดินวนๆ อยู่สักพักก็เดินผ่านหน้าโรงละคร Broadway ซึ่งเป็นละครสดที่มีชื่อเสียงดังของนี่ครับ เพื่อนผมบอกว่าถ้าภาษาพอได้แล้วต้องไปดู ละคร Broadway ให้ได้สักครั้ง จะได้รู้สึกว่าได้มาใช้ชีวิตเป็นคน New York และได้มาถึงเมืองนี้แล้วอย่างจริงๆ</p>
<p>ได้เวลาหิวแล้วเราทำไงกันดี เพื่อนผมก็เลยพาผมไปยังร้านที่เพื่อนผมทำงานอยู่ บอกว่าเนี่ยไปกินฟรีเลยตอนเค้าเลิกงาน กินฟรี แอบคิดในใจจะดีหรอไปกินกับใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก ไปเถอะจะได้แนะนำให้รู้จักคนไทยที่นี่ อีกเดี๋ยวต้องอยู่คนเดียว เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ให้พอมีคนช่วยเหลือกันได้ เป็นไงหล่ะครับเพื่อนผมพอจะกลับไทยเท่านั้นแหละครับ ก็เตรียมแนะนำให้รู้จักคนอื่นรอไว้เลย เผื่อผมมีปัญหาอะไรจะได้มีคนช่วยเหลือได้ มาถึงร้านก็เจอใครไม่รู้ครับเยอะแยะไปหมด พี่ที่ร้านใจดีมากๆครับทำอาหารมาให้กินเยอะแยะเลย รู้สึกว่าทำตัวไม่ถูกเหมือนกันครับ เห็นป้าคนนึงในร้านดูแต่งตัวซ่อมซ่อกว่าคนอื่นๆ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นคนทำอาหารในครัว ที่ไหนได้เป็นเจ้าของร้านดูขึมๆ น่ากลัวๆ แต่ตัวจริงใจดีมากครับ เดินมาถามผมคำแรกเลย เอากะทะขนมครกมาป่าว ก็อ๋อขึ้นมาทันทีเลยครับ คนนี้นี่เองที่ทำให้ผมต้องแบกกะทะขนมครกขึ้นเครื่องมา New York</p>
<p>กินอิ่มแล้วผมก็ลาพี่ๆ ในร้านเพื่อที่จะกลับบ้าน เพื่อนผมพาผมมาแวะซื้อบัตร Subway แล้วขอแผนที่การเดินทางโดยใช้แผนที่ Subway ให้ผมก่อนเลย บัตรที่ผมซื้อมาเป็นแบบรายเดือน หมายถึงว่าเราสามารถที่จะใช้กี่รอบก็ได้ภายใน 30 วัน ตอนนั้นราคาตกอยู่ที่ 81 เหรียญนะครับถ้าจำไม่ผิด โอเคหนึ่งพรุ่งนี้ให้ใช้บัตรนี้ไปลองนั่น Subway เอาเองเลยนะ เปิดแผนที่ดูเอาเองแล้วกันนะ เดี๋ยวก็เป็นเองเพื่อน คิดในใจทำไมไม่นั่งเป็นเพื่อนสักครั้ง ทำไงได้ก็ตอนนั้นกลัวหลงหนิครับ แต่ก็โอเคครับลองเองดีกว่าจะได้นั่งเป็นไว ๆ</p>
<p>มาถึงตอนกลับบ้านเพื่อนผมก็ขับรถกลับบ้านปกตินี่แหละครับ แต่เหมือนจะขับเร็วไปนิดหน่อยครับ อยู่ดีดีก็มีเสียงรถตำรวจวิ่งตามหลังมาจนได้ ต้องจอดเลยครับ พูดอะไรก็ไม่รู้ครับ แต่เพื่อนมาแปลให้ฟังว่า ไม่ได้โดนข้อหาขับรถเร็วไปหรอก แต่โดนข้อหาฟีล์มมืดเกินไปต่างหาก คิดในใจตอนนั้นมันตอนกลางคืนนะครับ ยังจะตาดีเห็นอีกว่าฟีล์มมันมืดเกินไป สุดท้ายเพื่อนผมก็โดน Ticket ไปตามระเบียบครับ มาถึง New York <strong>ยังไม่ทันจะพ้นคืนแรกเลยก็มีเรื่องให้ต้องลุ้นกันแล้ว ชีวิตของผมวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง คงต้องได้ลุ้นกันทั้งวันแน่ๆ ครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2011/05/02/i-wanna-be-a-new-yorker-10/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 9)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2011/02/28/i-wanna-be-a-new-yorker-9/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2011/02/28/i-wanna-be-a-new-yorker-9/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 08:42:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Immigration]]></category>
		<category><![CDATA[JFK]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Non-Immigration]]></category>
		<category><![CDATA[ต.ม.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=513</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : ถึงแล้วนิวยอร์ค หลังจากที่เครื่องลงจอดที่ JFK เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินตามคนไทยที่เจอในเครื่องเพื่อจะมายังด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือที่เรียกกันว่า “ต.ม.” ก่อนที่เราจะเข้าก็จะต้องกรอกเอกสารประมาณ 2 ใบ ประมาณว่ามีของกินเข้ามาหรือเปล่า มีสิ่งผิดกฎหมายมามั้ย เอาเงินเข้ามาเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมก็แปลไม่ออกหรอกครับ แต่เพื่อนผมบอกให้ตอบ No ไปให้หมดเพราะถ้าตอบ Yes บางที่เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกให้เราเปิดกระเป๋าได้ อาจจะวุ่นวายไปกันใหญ่ ก่อนเข้าไปต่อแถวตรงด่านตรวจ ผมแนะนำว่าพยายามเตรียมเอกสารและกรอกเอกสารให้ครบก่อนนะครับ แล้วก็เดินเข้าแถวให้ถูกช่องนะครับ มันจะเขียนประมาณว่า Non-Immigration ถ้าเข้าผิดช่องอาจจะต้องกลับมาต่อแถวใหม่ แถมอาจจะโดนเจ้าหน้าที่งอแงใส่ด้วย ถึงตอน ต.ม. สัมภาษณ์ก็มีเรื่องกังวลเยอะแยกมากมาย พอพอกับตอนสัมภาษณ์วีซ่าเลยก็ว่าได้ครับ จะให้ผมเข้าประเทศมั้ยน้า มาทำไร พักที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่ อีกอย่างก็คือ กลัวจะว่าฟังไม่ออกว่าเค้าถามอะไรเรา ภาวนาขอให้เจอ ต.ม. ใจดีด้วยเถอะสาธุ ถึงคิวเราเจ้าหน้าที่ก็นั่งดูเอกสารไม่พูดไม่จาก สุดท้ายก็หันมาถามผม “First Time?” ด้วยความตกใจคิดอะไรไม่ออกก็เลยตอบ “Yes” ไปแบบไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่ไม่พูดไรชี้ให้ผมเดินเข้าไปเอาประเป๋าด้านในเลยครับ อะไรนะไม่ต้องตีตั๋วกลับไทยแล้วใช่มั้ยเรา อิอิ ผมนะอยากจะกระโดดกอดเจ้าหน้าที่ตรงนั้นเลย ใจดีจริง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : ถึงแล้วนิวยอร์ค</strong></p>
<p>หลังจากที่เครื่องลงจอดที่ JFK เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินตามคนไทยที่เจอในเครื่องเพื่อจะมายังด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือที่เรียกกันว่า “ต.ม.” ก่อนที่เราจะเข้าก็จะต้องกรอกเอกสารประมาณ 2 ใบ ประมาณว่ามีของกินเข้ามาหรือเปล่า มีสิ่งผิดกฎหมายมามั้ย เอาเงินเข้ามาเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมก็แปลไม่ออกหรอกครับ แต่เพื่อนผมบอกให้ตอบ No ไปให้หมดเพราะถ้าตอบ Yes บางที่เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกให้เราเปิดกระเป๋าได้ อาจจะวุ่นวายไปกันใหญ่ ก่อนเข้าไปต่อแถวตรงด่านตรวจ ผมแนะนำว่าพยายามเตรียมเอกสารและกรอกเอกสารให้ครบก่อนนะครับ แล้วก็เดินเข้าแถวให้ถูกช่องนะครับ มันจะเขียนประมาณว่า Non-Immigration ถ้าเข้าผิดช่องอาจจะต้องกลับมาต่อแถวใหม่ แถมอาจจะโดนเจ้าหน้าที่งอแงใส่ด้วย</p>
<p>ถึงตอน ต.ม. สัมภาษณ์ก็มีเรื่องกังวลเยอะแยกมากมาย พอพอกับตอนสัมภาษณ์วีซ่าเลยก็ว่าได้ครับ จะให้ผมเข้าประเทศมั้ยน้า มาทำไร พักที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่ อีกอย่างก็คือ กลัวจะว่าฟังไม่ออกว่าเค้าถามอะไรเรา ภาวนาขอให้เจอ ต.ม. ใจดีด้วยเถอะสาธุ ถึงคิวเราเจ้าหน้าที่ก็นั่งดูเอกสารไม่พูดไม่จาก สุดท้ายก็หันมาถามผม “First Time?” ด้วยความตกใจคิดอะไรไม่ออกก็เลยตอบ “Yes” ไปแบบไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่ไม่พูดไรชี้ให้ผมเดินเข้าไปเอาประเป๋าด้านในเลยครับ อะไรนะไม่ต้องตีตั๋วกลับไทยแล้วใช่มั้ยเรา อิอิ ผมนะอยากจะกระโดดกอดเจ้าหน้าที่ตรงนั้นเลย ใจดีจริง ๆ ด้วย<span id="more-513"></span></p>
<p>เดินเข้ามาหากระเป๋าซักพักบนเครื่องสายพาน อยู่ไหนหว่ากระเป๋าเรา เอ๊ะนั่นมันเชือกสีแดงที่แม่เราผูกไว้บนกระเป๋านี่น่า (แม่ผมกลัวลูกชายหากระเป๋าไม่เจอ เลยเอาเชือกสีแดงมาผูกไว้จะได้ให้เห็นชัด ๆ เยี่ยมครับ มันช่วยให้ผมหากระเป๋าได้ง่ายมาก ๆ) ลากกระเป๋าเดินมาถึงคนตรวจกระเป๋ายื่นใบตรวจของไปให้ เจ้าหน้าที่ถามผม “Food?” ผมก็ยิ้มๆ แล้วตอบไป No สิคร๊าบบ ผ่านฉลุยคับ ถ้าผมตอบ Yes ไปนี่ ผมคงต้องโดนรื้อกระเป๋ามาตรวจแน่ ๆ คร๊าบบ</p>
<p>ออกมาก็เดินไปหาแลกเหรียญ 25 เซ็นต์ มาหยอดตู้โทรศัพท์ โทรหาเพื่อนดีกว่า โอเค ใกล้ถึงแล้วอีก 10 นาทีเจอกันด้านนอก เพื่อนกำลังขับรถมารับ ผมก็รีบเลยครับกลัวจะหากันไม่เจอ แต่ปัญหาคือด้านนอกนี่มันตรงไหนหว่า ยืนงงอยู่พักนึงเพราะเพื่อนบอกว่าทางออกมันอยู่ชั้น 2 แต่ตอนนั้นมืดๆ มองไม่เห็นอะไร เดินไปถามคนที่ดูแต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ดีกว่า จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไปบ้าง แต่ใบหน้าของเจ้าหน้าที่นั้นกลายเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เต็มหน้าเลยครับ โอเคท่าทางเค้าจะช่วยอะไรผมไม่ได้ซะแล้ว เวลามีไม่มากเดินมั่วดีกว่าเรา เดินไปเดินมาก็เจอทางออกเข้าจนได้ครับ ซึ่งมันเป็นความซื่อบื้อของผมเองที่ไม่ได้มองป้ายอะไรเลย ทำให้เข้าใจผิดนึกว่ายืนอยู่ชั้น 1 แต่ที่ไหนได้ผมยืนอยู่ถูกชั้นแล้ว ทางออกก็อยู่ข้างๆ นั่นแหละครับ</p>
<p>เดินออกมารอข้างนอก เป็นช่วงเวลาที่ฝนตกหนักเพิ่งจะผ่านไปเหลือแต่ละอองฝนปอยๆ อากาศหนาวเย็นยะเยือกครับ คิดว่าไม่น่าจะเกิน 5 องศาได้ครับ ดีนะที่ผมเตรียมเสื้อกันหนาวเผื่อมาด้วย ไม่งั้นยืนหนาวตายแน่ๆ เป็นครั้งแรกที่ผมหายใจออกมาเป็นไอเหมือนในหนังเกาหลีเลยครับ  ผมก็เลยเล่นหายใจเข้าทางจมูกแล้วก็หายใจออกทางปากซะเลย ไอจะได้ออกมาเยอะๆ สนุกดีครับ ลมที่นี่หนาวจริง ๆ ครับ พัดทีหนาวเหน็บมาก ๆ ครับ</p>
<p>ทันใดก็มีเสียงคนเรียกมา “หนึ่งๆ กรูอยู่นี่ คันนี้ๆ” นั่นไงเสียงเพื่อนตัวแสบของเรานั่นเอง ดีใจมากครับที่ได้เจอเพื่อน คิดในใจรอดแล้วเราคืนนี้มีที่นอนแล้วเย้! ถึงตอนขนกระเป๋าขึ้นรถยังมาบ่นกับผมอีกว่า อะไรเนี่ยทำไมเอาของมาน้อยจัง รู้งี้ฝากของมาเพิ่มดีกว่า คิดได้นะเพื่อนเรา แบกกะทะขนมครกมาให้ก็บุญแล้วเพื่อน ขึ้นรถเสร็จก็โทรกับบ้านหาพ่อก่อนเลยครับ เพราะเพื่อนบอกว่าพ่อโทรมาหาหลายรอบแล้ว โทรบอกพ่อว่าถึงแล้วเจอเพื่อนแล้ว ที่บ้านก็หายห่วงครับ แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังกังวลอยู่ครับ ได้แต่บอกไปว่าไม่ต้องเป็นห่วงครับผมดูแลตัวเองได้</p>
<p>ตอนนั่งรถมาก็รู้สึกว่าสิ่งรอบข้างของเรามันเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยไปหมดเลยครับ รถก็นั่งคนละข้างกับรถที่เมืองไทย ในรถมีเครื่องทำความร้อนด้วย บรรยากาศรอบข้างก็มีอะไรต่อมิอะไรที่ดูเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปหมดครับ เพื่อนก็แนะนำนู่นแนะทำนี่มาตลอดทาง ฟังแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเพลียมาก แล้วก็ยังมึน ๆ กับโลกใบใหม่ นึกภาพที่เพื่อนเล่าให้ฟังไม่ออกจริง ๆ ครับ อยากจะบอกค่อยเล่าให้ฟังวันหลังก็ได้นะ ปล่อยผมพักก่อนเถอะ</p>
<p>และแล้วก็มาถึงบ้านพักครับ เปิดประตูบ้านเข้าไปก็ได้ยินเสียงเพื่อนพูดเป็นภาษาไทยกับคนในบ้าน อ่าวนี่บ้านคนไทยหรอ รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าอ่าวมาอยู่เมืองนอก แล้วมาอยู่บ้านคนไทยจะได้คุยภาษาอังกฤษมั้ยเนี่ย รู้สึกไม่ชอบขึ้นมานิดๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ห้องที่ผมอยู่เป็นห้องใต้หลังคาครับ ผมชอบนะครับมันเป็นห้องสามเหลี่ยมดูเก๋ดีมาก ๆ ไม่สนหล่ะครับตอนนี้ขอตัวไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ไม่ไหวแล้วไม่ได้อาบน้ำมาเป็นวันแล้วครับเหนี่ยวตัวมากๆ <strong>หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ทันใดนั้นเองเสียงเพื่อนตัวแสบก็ดังขึ้นมา พร้อมลุยนิวยอร์คแล้วหรือยังเพื่อน ไม่รู้จะถามทำไม พร้อมนานแล้วเพื่อน!!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2011/02/28/i-wanna-be-a-new-yorker-9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 07:43:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : บินแรกของผม ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : บินแรกของผม</strong></p>
<p>ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ</p>
<p>โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ<span id="more-500"></span></p>
<p>คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! ใครอยู่หลังเราว่า อ่าว!! แอบมีคนไทยมาต่อหลังเราด้วย แต่ว่าพวกเค้าจะไปไหนกันนะ ทำความรู้จักซะหน่อยดีกว่าเรา ได้ความมาว่าจะไปรัฐ New Jersey ที่ติดอยู่กับ New York ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่า New Jersey มันคืออะไรอยู่แถวไหน แต่ว่าพวกผมต้องไปลงที่สนามบิน JFK ก่อน ได้ยินแค่ JFK เท่านั้นแหละครับ จริงหรอไอ้น้อง พี่ก็ไปลงที่ JFK เหมือนกัน โอ้ยดีเลยน้อง พี่เพิ่งไปครั้งแรกยังไงตามๆ กันไปก็แล้วนะ โอเคครับพี่!! เฮ่อเรา เริ่มแสดงความเปิ่นต้องแต่ยังไม่บินเลยนะเรา</p>
<p>ตอนตรวจกระเป๋าได้แต่ นั่งลุ้นอยู่ครับว่าจะผ่านหรือเปล่า ไม่ได้กลัวน้ำหนักเกินหรอกครับ กลัวไอ้เจ้ากะทะขนมครกในกระเป๋าต่างหากครับ กลัวมันจะก่อเรื่องให้ตรวจกระเป๋าไม่ผ่านนั่นเองครับ พวกของเหลวผมก็ใส่ไปในกระเป๋า 2 ใบนั้นหมดครับ ไม่ได้เอาขึ้นเครื่องครับ ผมลืมเอากระเป๋าไปใส่ของจำเป็นเล็กๆ พวกติดตัวมาด้วยครับ อาที่ไปส่งผมเลยถอดกระเป๋าแม่ที่ค้าแบบที่เค้าใช้กันตามตลาดสด ให้ผมผูกติดตัวไว้ใส่เงินและเอกสารจำเป็นพวก ปากกา Passport , Visa, I-20 และใบ Boarding Pass ไว้ จะได้ไม่ต้องลุกไปหยิบในช่องเก็บของบนเครื่องครับ ผมว่ามันอะไรที่จำเป็นดีนะครับ</p>
<p>ผ่านไปอย่างเรียบร้อยสำหรับการตรวจ กระเป๋า ช่วงที่รอเวลาขึ้นเครื่องก็เลยเดินไปแลกเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเจ็บใจเอามากๆ เพราะค่าเงินดอลล่าร์ที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่าที่ผมไปแลกมาซะอีก เจ็บใจๆ ประมาณตี 1 โอเค ล่ำลาพ่อแม่และญาติๆ ที่มาส่ง กอดพ่อแม่คนละทีก่อนไป แล้วเจอกันปีหน้าครับไม่ต้องเป็นห่วง เดินเข้าไปในสนามบินผ่านด่านตรวจคน ถ่ายรูปซะหน่อย หล่อป่าวไม่รู้ เดินต่อเข้าไปข้างใน ผมนี่ก็บ้านนอกจริงๆ ครับ เพิ่งรู้ว่าข้างในสนามบินมันเป็นร้านขายของหรูๆ เยอะแยะมากมาย ก็ตอนนั้นเองครับ</p>
<p>เดินไปตามทางจนถึงจุดที่นั่งรอขึ้นเครื่องอีก ตั้ง 1 ชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก มีทีวีข่าวภาษาอังกฤษเปิดอยู่ ตอนนั้นฟังไม่ออกหรอกครับ นั่งดูแก้เซ้งไปงั้นแหละครับ ได้แต่คิดว่ากลับมาจะต้องฟังให้ออก นั่งเบื่อๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาเดินขึ้นเครื่อง โชคดีครับได้นั่งติดหน้าต่างพอดี อยากมองท้องฟ้าเมืองไทยมานานแล้ว กับตันเดินมาตรวจผู้โดยสารว่ารัดเข็มขัดพร้อมออกแล้วยัง ได้เวลาเครื่องออก สำหรับคนที่นั่งเครื่องครั้งแรก ตอนที่เครื่องพุ่งขึ้นจากพื้นมันเป็นอะไรตื่นเต้นและน่าสนุกมากๆ ครับ ยังแอบจำความรู้สึกนั้นได้ครับ</p>
<p>ว้าวววว ท้องฟ้าเมืองไทยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง แสงไฟสว่างสวยงามเต็มไปหมด นั่งมองท้องฟ้าเมืองไทยจนลับตาผม แย่แล้วสิของผมของกินมาแล้ว กินก่อนๆ อร่อยมากๆ ครับเพราะตอนนั่งรอแอบหิวเอามากๆ หลังจากนั้นก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็สนามบินคูเวตเลยครับ แน่นอนครับลงจากเครื่องก็มองๆ คนไทยที่เจอก่อนขึ้นเครื่อง ไปไหนกันขอผมตามไปด้วย เดินไปก็เจอคนไทยรวมประมาณ 5-6 คนได้ มีเพื่อนแล้วเรา นั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ครับแอบเบื่อนิดหน่อย นิวน้ำก็หิวแต่ไม่กล้าซื้อไรเพราะซื้อไม่เป็น อดใจรอไปดื่มน้ำบนเครื่องดีกว่าเรา</p>
<p>บินต่ออีกทีไปเปลี่ยนเครื่องที่ London ครับ รอบนี้เริ่มเมื่อยแล้วครับนั่งมานานแสนนานครับ โอเคเดินไปด่านตรวจคนอีกรอบในสนามบิน London เดินผ่านเครื่องตรวจ ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ผ่านครับ ตายแล้วเราเกิดไรขึ้นเนี่ย เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเข็มขัดออกเครื่องก็ยังร้อง ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ยอมหยุด เฮ่อจะรอดมั้ยเนี่ยเรา บอกให้ผมควักของในกระเป๋ากางเกงออกมาชูขึ้น มันเป็นเงินสดแบงค์ 100 ดอลล่าร์เป็นปึกครับ ทุกคนหัดมาทางผมหมดเลย ไม่ได้มองผมนะครับ เค้ามองเงินสดที่ผมถืออยู่ในมือนี่แหละครับ เพราะคงไม่มีใครกล้าถือเงินสดเป็นปึก แบบนั้นใส่กระเป๋ากางเกงมาหรอกครับ สุดท้ายก็มาเจอเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้เครื่องร้องไม่หยุดจนได้ มันคือสายสร้อยพระคล้องคอจากวัดที่ผมไปกราบไหว้มานั่นเอง เล่นเอาซะผมตกใจหมดเลยครับ</p>
<p>หลักจากเปลี่ยนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาบินต่อมายังนิวยอร์คครับ วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกค่อนข้างหนักทีเดียวครับ ผมมองออกไปข้างนอกไม่เห็นอะไรเลยครับ รวมเวลาที่เดินทางทั้งหมดก็ประมาณ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดีครับ เครื่องใกล้ลงแล้ว ใกล้ถึงแล้วสินะ ครึดดดดด ครึดดดดด <strong>ทันทีที่ล้อเครื่อง</strong><strong>ลง</strong><strong>แตะพื้น โลกของความฝันของผมก็จบลง ถึงแล้วสินะโลกแห่งความจริง กับโลกใบใหม่ของผมที่ New York City : The City Of My Life</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/15/i-wanna-be-a-new-yorker-part-8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 7)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2010 08:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Central World]]></category>
		<category><![CDATA[Google Map]]></category>
		<category><![CDATA[Google Street]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[บัตรเคดิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=482</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : พร้อมบิน ช่วงที่ผมเตรียมพร้อมเรื่องกระเป๋าอยู่ นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการไปแลกเงินครับ จะไปได้ยังไงถ้าไม่มีเงินติดตัวไป ผมจัดแจงหาแหล่งแลกเงินที่ถูกที่สุด เพื่อให้ได้เงินดอลล่าร์มาให้มากที่สุดครับ ผมใช้บริการแลกเงินแหล่งหนึ่งตรงข้ามกับ Central World ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนที่เคยแลกเงินบ่อยๆ น่าจะรู้จักกันนะครับ เพราะถ้าผมไปแลกที่ธนาคารจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างแพงกว่า อีกอย่างไม่ใช่ธนาคารทุกสาขาที่สามารถแลกเงินได้ครับ จำได้ว่าธนาคารต่างจังหวัดแถวบ้านผม ไม่มีบริการให้แลกเงินต่างประเทศ ซึ่งก็ทำให้ผมงงมากอยู่เหมือนกัน ทำไมถึงแลกไม่ได้หว่า ผมเอาเงินที่ ผมเตรียมไว้ทั้งหมดไปแลกครับ จำได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 35.10 บาทต่อดอลล่าห์ครับ และเป็นที่น่าเจ็บใจมากครับเพราะวันที่ผมบินไป อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่า ที่ผมไปแลกมาซะอีก โอ้ยจะบ้าตายเงินหายไป 100 กว่าดอลล่าห์ได้ อุส่าไปแลกตั้งไกล สาเหตุที่ผมแลกเงินไปทั้งหมด เพราะเพื่อนผมบอกให้ผมพกเงินสดใส่ประเป๋าไปเลย โอ้ยแอบเสียวเหมือนกันนะเนี่ย เกิดมายังไม่เคยพกเงินสดเยอะๆ ขนาดนั้นเลย โอเค สดก็สดวัดใจกันไปเลย สิ่งต่อมาที่ผมไปทำก็คือ ผมไปอำเภอเปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะฝรั่งอ่านไทยไม่ออก ได้บัตรประชาชนใบใหม่เป็นภาษาอังกฤษปนไทยดูเก๋ดีครับ ที่สำคัญผมได้ถ่ายรูปใหม่แทนใบเก่าที่ดูไม่ค่อยดีซะเท่าไหร่ด้วยครับ ก็ไม่ยุ่งยากนะครับตอนไปขอเปลี่ยนยืนบัตรใบเก่าไปได้บัตรใหม่ภายใน 10 นาที ค่าทำเนียม 30 บาทเองครับ บัตรใบนี้มีประโยชน์สำหรับผมมาก ตอนไปซื้อเหล้าซื้อเบียร์ และที่สำคัญตอนเข้าผลับเข้าบาร์ครับ อีกอย่างมันดีมากตอนที่เราใช้บัตรเคดิตรูดซื้อของครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : พร้อมบิน</strong></p>
<p>ช่วงที่ผมเตรียมพร้อมเรื่องกระเป๋าอยู่ นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการไปแลกเงินครับ จะไปได้ยังไงถ้าไม่มีเงินติดตัวไป ผมจัดแจงหาแหล่งแลกเงินที่ถูกที่สุด เพื่อให้ได้เงินดอลล่าร์มาให้มากที่สุดครับ ผมใช้บริการแลกเงินแหล่งหนึ่งตรงข้ามกับ Central World ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนที่เคยแลกเงินบ่อยๆ น่าจะรู้จักกันนะครับ เพราะถ้าผมไปแลกที่ธนาคารจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างแพงกว่า อีกอย่างไม่ใช่ธนาคารทุกสาขาที่สามารถแลกเงินได้ครับ จำได้ว่าธนาคารต่างจังหวัดแถวบ้านผม ไม่มีบริการให้แลกเงินต่างประเทศ ซึ่งก็ทำให้ผมงงมากอยู่เหมือนกัน ทำไมถึงแลกไม่ได้หว่า</p>
<p>ผมเอาเงินที่ ผมเตรียมไว้ทั้งหมดไปแลกครับ จำได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 35.10 บาทต่อดอลล่าห์ครับ และเป็นที่น่าเจ็บใจมากครับเพราะวันที่ผมบินไป อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่า ที่ผมไปแลกมาซะอีก โอ้ยจะบ้าตายเงินหายไป 100 กว่าดอลล่าห์ได้ อุส่าไปแลกตั้งไกล สาเหตุที่ผมแลกเงินไปทั้งหมด เพราะเพื่อนผมบอกให้ผมพกเงินสดใส่ประเป๋าไปเลย โอ้ยแอบเสียวเหมือนกันนะเนี่ย เกิดมายังไม่เคยพกเงินสดเยอะๆ ขนาดนั้นเลย โอเค สดก็สดวัดใจกันไปเลย<span id="more-482"></span></p>
<p>สิ่งต่อมาที่ผมไปทำก็คือ ผมไปอำเภอเปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะฝรั่งอ่านไทยไม่ออก ได้บัตรประชาชนใบใหม่เป็นภาษาอังกฤษปนไทยดูเก๋ดีครับ ที่สำคัญผมได้ถ่ายรูปใหม่แทนใบเก่าที่ดูไม่ค่อยดีซะเท่าไหร่ด้วยครับ ก็ไม่ยุ่งยากนะครับตอนไปขอเปลี่ยนยืนบัตรใบเก่าไปได้บัตรใหม่ภายใน 10 นาที ค่าทำเนียม 30 บาทเองครับ บัตรใบนี้มีประโยชน์สำหรับผมมาก ตอนไปซื้อเหล้าซื้อเบียร์ และที่สำคัญตอนเข้าผลับเข้าบาร์ครับ อีกอย่างมันดีมากตอนที่เราใช้บัตรเคดิตรูดซื้อของครับ มันช่วยยืนยันได้ว่าผมเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ เพราะบัตรเคดิตของผมไม่มีรูปถ่ายติดไว้นั่นเอง ผมไม่ลืมที่จะไปถ่ายเอกสาร Passport และ Visa พกติดประเป๋าตั้งเอาไว้ด้วยครับ เพราะเล่มจริงมันใหญ่ไปอะครับพกไปไหนมาไหนลำบากครับ ยิ่งถ้าถือไปแล้วทำหายจะยิ่งวุ่นวายกันใหญ่ครับ แหมเตรียมพร้อมจริงๆ เลยนะคุณเอกพล</p>
<p>จะไปจากนานก็เลยไปล่ำลาญาติพี่น้อง แถวๆ บ้านซะหน่อย แล้วก็แวะไปไหว้พระที่วัดแถวบ้าน ให้ช่วยกำจัดความชั่วร้ายออกจากตัวก่อนไปเมกา อันนี้คงต้องใช้พระทั้งวัดเลยมั้งครับถึงจะเอาออกหมด ไว้พระให้พระคุ้มครองซะหน่อยชีวิตจะได้ปลอดภัย กลับมาได้สร้อยมาเส้นหนึ่งสวมคอก่อนมากครับ จำไม่ได้ว่าหลวงพ่อไรครับ แต่ดีมากครับช่วยให้ผมอยู่อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>เนื่องจากพ่อผมเป็นห่วงกับการเดินทางต่างแดนครั้งแรกของผมมากครับ ผมให้เบอร์เพื่อนสมัย ม.ปลาย ที่ผมจะมาอยู่ด้วยในต่างแดนกับพ่อไว้ เข้า Google Map หาแผนที่ที่พัก แถมเข้า Google Street หารูปบ้านที่จะไปอยู่ให้ด้วย ปริ้นให้พ่อเก็บไว้ด้วยครับ ก็แอบ งง งง ตัวเองเหมือนกันครับ ไม่รู้จะปริ้นไปทำไม ปริ้นไปก็ไม่ได้ช่วยให้พ่อบ้านติดตามเราได้เลยสักนิด แต่เพื่อให้พ่อสบายใจก็ทำไปซะอย่าเรื่องมากครับ</p>
<p>คืนสุดท้ายแอบนอนไม่ หลับอยู่เหมือนกันครับ จะให้ทำไงได้หล่ะครับ คนมันตื่นเต้นหนิครับ พรุ่งนี้ผมจะบินแล้ว เย้ๆ กว่าจะหลับลงเกือบไม่ได้นอนแหนะ หลังจากตื่นนอนขึ้นมาชีวิตก็เริ่มต้นด้วยความพร้อมครับ ทุกอย่างพร้อมแล้ว โอเคงั้นเข้าเน็ตนัดกับเพื่อนที่จะไปอยู่ด้วยก่อนดีกว่า ว่าจะไปเจอกันตรงส่วนไหนของสนามบิน JFK ดี เออพร้อมแล้วเพื่อน หรอหรอโอเคนายเยี่ยมมาก อยู่ๆ ก็มีข้อความที่ทำให้ผมต้องตื่นเต้นก่อนบินมากจากเพื่อนผมมาว่า เออหนึ่งนายอยู่เมืองนอกคนเดียวได้เปล่า เราคงต้องกับไทยแล้ว ผมแอบนิ่งไปแปบนึงครับ เพราะผมไม่รู้จักใครเลยนอกจากเพื่อนคนนี้ และที่บ้านผมก็รู้สึกอุ่นใจที่ผมมาอยู่เมืองนอกกับเพื่อน เพราะมีไรจะได้ช่วยกันได้ ทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้นะจะได้มีเวลาเตรียมใจบ้าง ดันมาบอกตอนที่กำลังจะบินในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใครที่บ้านฟังเลย เพราะกลัวว่าที่บ้านจะยิ่งเป็นห่วงผมมากไปใหญ่ และสิ่งต่างที่วาดไว้ในหัวก่อนมานิวยอร์ค ว่าจะมีเพื่อนคนนี้คอยเป็นที่พึ่งให้ผมที่นั่น ได้ลอยหายไปหมดเลยครับ</p>
<p>ตอนนั้นผมบอกตรงๆ ผมตกใจอยู่เหมือนกันครับที่เจอคำถามแบบนั้นไปในวันที่ผมกำลังจะบิน ชีวิตของผมกว่าจะมาถึงวันวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผมไม่มีอะไรต้องคิด และไม่มีเวลาให้คิดอะไรแล้ว ผมตอบกลับไปว่า โอเคเพื่อนกลับมาได้เลย เราอยู่ได้ ถึงนายไม่อยู่ที่นิวยอร์ค ยังไงเราก็ต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว เพราะฉนั้นไม่ใช่ปัญหา อย่าลืมมารับเราที่สนามบินก็พอ เจอกันที่นิวยอร์คเพื่อน!! สายเลือดของการเอาตัวรอดของผมได้พุ่งขึ้นมาเต็มตัวนะตอนนั้น <strong>แค่กำลังจะบินความท้าทายในชีวิตของผมก็เริ่มขึ้นแล้วครับ ชีวิตในนิวยอร์คจะเป็นไงไม่สำคัญ มันสำคัญแค่ว่า ผมพร้อมบินแล้วครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/09/i-wanna-be-a-new-yorker-part-7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 6)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jun 2010 08:41:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คอนแทคเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[เมกา]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองนอก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=474</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : เตรียมพร้อมไปนิวยอร์ค หลังจากวันที่ไปสัมภาษณ์ วีซ่าและผมรู้ว่าตัวเองได้บินไปเมกาแน่ๆ ผมมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 เดือนพอดีครับ ช่วง 15 วันแรกเป็นช่วงที่ผมต้องสะสางงานที่บริษัทให้เรียบร้อยครับ ช่วงนี้ผมยังพักอยู่กรุงเทพครับ เพื่อนผมที่อยู่ที่นิวยอร์ครีบโทรมาหาผมทันทีหลังจากที่ผมได้วีซ่า เพื่อนผมจะเป็นคนจัดการเรื่องที่พักในเมกาให้ เพราะจะย้ายมาพักอยู่ด้วยกันเป็นห้อง 2 คน และบอกให้ผมเตรียมตัวให้พร้อม  สิ่งแรกทีเพื่อนผมบอกให้เตรียมตัวก็คือ ไปเรียนทำขนมไทยซะจะได้มีช่องทางทำมาหากินที่เมกาได้ ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไงนึกภาพไม่ออกจริงๆ โอเคไปเรียนก็ได้เรา โปรแกรมเมอร์ อย่างผมทำอาหารไทยยังทำไม่เป็น แต่ต้องเข้าคอร์สทำขนมไทย ผมเองยังอดขำตัวเองไม่ได้เลยครับ นั่งหาข้อมูลคอร์สเรียนทำขนมไทยอยู่พักนึก ก็มาเจอของสวนดุสิตครับเป็นคอร์สสั้นๆ ครับ เรียน 2 วันเสาร์อาทิตย์ ราคา 3000 บาทครับ จ่ายตังไปเรียบร้อยและ เพื่อนโทรมาบอกว่าจดให้หมดนะ ถึงเมกาแล้วผมต้องไปสอนเพื่อนผมทำด้วยนะ โอเคผมจะพยายามนะเพื่อน วันเรียนผมตื่นไปเข้าห้องเรียนแต่เช้า ในห้องมีคนเรียนประมาณ 16-18 คนได้นะครับถ้าจำไม่ผิด ทุกคนมองผมเป็นสายตาเดียวกัน เพราะผมเป็นผู้ชายคนเดียวในห้อง คงแอบคิดในใจกันว่าผมเป็นชายแท้หรือเปล่า ทำไมถึงมาเรียนทำขนมไทย ขอย้ำครับ ผมเป็นชายแท้ยิ่งกว่าแท้ซะอีกครับผม อาหาร ที่ผมต้องเรียนมาอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 อย่างครับ ก็หัดทำวันละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : เตรียมพร้อมไปนิวยอร์ค</strong></p>
<p>หลังจากวันที่ไปสัมภาษณ์ วีซ่าและผมรู้ว่าตัวเองได้บินไปเมกาแน่ๆ ผมมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 เดือนพอดีครับ ช่วง 15 วันแรกเป็นช่วงที่ผมต้องสะสางงานที่บริษัทให้เรียบร้อยครับ ช่วงนี้ผมยังพักอยู่กรุงเทพครับ เพื่อนผมที่อยู่ที่นิวยอร์ครีบโทรมาหาผมทันทีหลังจากที่ผมได้วีซ่า เพื่อนผมจะเป็นคนจัดการเรื่องที่พักในเมกาให้ เพราะจะย้ายมาพักอยู่ด้วยกันเป็นห้อง 2 คน และบอกให้ผมเตรียมตัวให้พร้อม  สิ่งแรกทีเพื่อนผมบอกให้เตรียมตัวก็คือ ไปเรียนทำขนมไทยซะจะได้มีช่องทางทำมาหากินที่เมกาได้ ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไงนึกภาพไม่ออกจริงๆ โอเคไปเรียนก็ได้เรา</p>
<p>โปรแกรมเมอร์ อย่างผมทำอาหารไทยยังทำไม่เป็น แต่ต้องเข้าคอร์สทำขนมไทย ผมเองยังอดขำตัวเองไม่ได้เลยครับ นั่งหาข้อมูลคอร์สเรียนทำขนมไทยอยู่พักนึก ก็มาเจอของสวนดุสิตครับเป็นคอร์สสั้นๆ ครับ เรียน 2 วันเสาร์อาทิตย์ ราคา 3000 บาทครับ จ่ายตังไปเรียบร้อยและ เพื่อนโทรมาบอกว่าจดให้หมดนะ ถึงเมกาแล้วผมต้องไปสอนเพื่อนผมทำด้วยนะ โอเคผมจะพยายามนะเพื่อน วันเรียนผมตื่นไปเข้าห้องเรียนแต่เช้า ในห้องมีคนเรียนประมาณ 16-18 คนได้นะครับถ้าจำไม่ผิด ทุกคนมองผมเป็นสายตาเดียวกัน เพราะผมเป็นผู้ชายคนเดียวในห้อง คงแอบคิดในใจกันว่าผมเป็นชายแท้หรือเปล่า ทำไมถึงมาเรียนทำขนมไทย ขอย้ำครับ ผมเป็นชายแท้ยิ่งกว่าแท้ซะอีกครับผม<span id="more-474"></span></p>
<p>อาหาร ที่ผมต้องเรียนมาอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 อย่างครับ ก็หัดทำวันละ 4 อย่างครับ มี ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน ทองเอก ลูกชุบ ขนมชั้น และสุดท้ายจ่ามงกุฎครับ น่ากินทุกอันเลยครับ ส่วนใหญ่การทำมันก็จะคล้ายๆ กันนะครับผมว่า อีกอย่างผมว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ทำอยากจนเกินไปนะครับสนุกดีครับ ผมก็จดและลองทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอนครับ เพื่อนๆ ที่ทำขนมกลุ่มเดียวกับผมก็มีหลายคนที่จะกำลังจะมาเมืองนอกครับ กลุ่มผมก็เลยจะสนุกสนานเป็นพิเศษ ผมชอบนะที่ทำได้ขนมไทยมันสนุกมากๆ ครับขอบอก หลังจากนั้นผมก็เอาขนมไทยที่ผมทำไปแจกเพื่อนๆ ที่ทำงานกินกันอย่างเอร็ดอร่อยกันเลยครับ</p>
<p>ยังไม่จบเรื่องการทำขนม ครับ หลังจากเรียนทำขนมไทยจบไป อาทิตย์ถัดไปเพื่อนผมบังคับให้ผมไปสมัครเรียนทำเค้กต่ออีก โอ้โห จะให้ผมเรียนไปเปิดร้านเลยหรือไง ผมจะไปเมืองนอกเพื่อเรียนภาษานะครับคุณเพื่อน แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจไปเรียนทำขนมเค้ก และทำคุ๊กกี้จนได้ หมดไปอีก 3000 บาทครับ</p>
<p>หลังจากเรียนทำขนมและลาออกจากบริษัทเรียบร้อยแล้วผมมีเวลา อีก 15 วัน ที่จะอยู่กับครอบครัว และเตรียมตัวจัดกระเป๋าซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ผมสามารถเอากระเป๋าขึ้นเครื่องได้ 2 ใบน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 40 กิโลครับ ผมจัดแจงซื้อคอนแทคเลนส์มา 12 คู่เลยครับ สบู่ยาสะผม โฟมล้างหน้า มีดโกนหนวด ถุงเท้า ของจำเป็นส่วนตัวผมเตรียมยัดมาหมดเลยครับ กะว่าใช้ได้ 1 ปีพอดีจะได้ไม่ต้องซื้อที่เมืองนอก เพราะกลัวว่ามันจะแพงครับ โดนเพื่อนโทรมาว่าจะยัดใส่ไปทำไมของพวกนี้มาซื้อที่เมกาก็ได้ครับ แต่สิ่งที่เพื่อนผมให้เอาใส่กระเป๋าไปแทนคือ เตาแคะขนมครกครับ หนักประมาณ 4 กิโลได้ผมจะบ้าตายคนยิ่งกังวลว่าถ้าเอาอะไรแปลกๆ ใส่กระเป๋าไปแล้วจะตรวจไม่ผ่าน ดันให้ผมเอาเตาแคะขนมครกใส่ไปถ้าโดนตรวจ ฝรั่งจะงงมั้ยเนี่ยมันอาวุธสงครามหรือเปล่า</p>
<p>สำหรับผมนี่เป็นการ จัดกระเป๋าขึ้นเครื่องครั้งแรกครับ ก็บอกตรงๆ ครับว่าผมเองไม่รู้จะต้องเตรียมอะไรบ้างครับ มันรู้สึกตลกมากครับสำหรับผมตอนนั้น ที่กำลังจัดกระเป๋าแบบไม่รู้ว่าตัวเองต้องใช้อะไรบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าหลายๆ ครอบครัวจะคล้ายๆ กันคือ คนทางบ้านจะชอบมาช่วยจัดกระเป๋าให้กลัวเราจะลืมนู่นลืมนี่ อันนี้อย่าเอาไปเลยลูก ใสอันนี้ไปดีกว่าลูก มันทำให้ผมรู้เลยว่าคนที่เป็นพ่อแม่และญาติพี่น้อง เค้าเป็นห่วงกับการเดินทางครั้งนี้ของผมมาก ผมก็โอเคครับเค้าว่าไงผมว่างั้นครับ จะได้ไม่ทำให้ทางบ้านต้องกังกลกับผมมากไปว่านี้</p>
<p>ยัดของใส่ประเป๋า เสร็จก็หากิโลมาชั่งครับว่าเกินน้ำหนักหรือเปล่า ใครที่เคยไปเมืองนอกบ่อยๆ อ่านแล้วคงจะรู้สึกตลกนะครับ สำหรับการจัดกระเป๋าของนักเดินทางมือใหม่อย่างผม หลายๆสิ่งเริ่มจะเปลี่ยนไปในช่วงที่ผมรู้ตัวว่าจะต้องมาเมืองนอก ชีวิตของผมจะเป็นยังไงบ้างน้า คิดไม่ออกและมองภาพไม่เห็นจริงๆ <strong>เตรียมตัวรอความฝันมาตลอดชีวิตเพื่อวันวันนี้ วันนี้ความฝันเป็นฝ่ายมายืนรอเราบ้างแล้ว ว่าไงหล่ะเอกพลพร้อมหรือยัง?  โอเค ผมพร้อมแล้วครับ!!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/06/06/i-wanna-be-a-new-yorker-part-6/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 09:27:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Visa]]></category>
		<category><![CDATA[ขอวีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วีซ่าเมกา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์วีซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[เอเจนซี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=461</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า</strong></p>
<p>การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ<span id="more-461"></span></p>
<p>หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสำคัญไม่น้อยเลยก็คือ ความมั่นใจครับ ถ้าทุกอย่างพร้อมแต่ตอบคำถามแบบไม่มั่นใจ ก็อาจจะแห้วจากวี่ซ่าได้นะครับ</p>
<p>มาถึงวันที่ผมต้องไปสัมภาษณ์วีซ่าครับ บอกตรงๆ ว่าคืนก่อนไปสัมภาษณ์นั้นผมนอนแทบไม่หลับเลยครับ ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล คิดในใจถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่านนี่จะทำไงต่อดีหว่า สิ่งที่เตรียมตัวมาทั้งหมดจะทำยังไงดี แล้วความฝันของผมหล่ะจะทำไงดี เฮ่อยิ่งคิดยิ่งกังวล เอาแหละถึงไหนถึงกัน ผ่านก็ผ่านไม่ผ่านก็ค่อยว่ากันใหม่ หมดเวลลาคิดมากแล้วเรา ตื่นแต่เช้าไปถึงสถานทูต 8 โมงเช้า โอ้โห คนรอสัมภาษณ์กันยาวเยียดเลยครับ ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น ไว้พระแล้วก็ไหว้อีกไม่รู้จักกี่รอบ เหลือบมองไปข้างหน้า เอ๊ะ!! ใครยื่นอยู่หน้าเราหว่าคุ้นๆ แฮะ อ่าวดาราสาวนี่หว่าที่ยืนอยู่ข้างหน้าเรา ตอนนั้นเค้ากำลังดังเลยครับ (ขอไม่เอ่ยชื่อนะครับ คิดว่าหลายๆ คนรู้จักแน่นอนครับ) แต่ตอนนั้นไม่มีอารมณ์บ้าดาราครับ ในสมองมีแค่เรื่องสอบๆ ดาราส่วนดาราครับ ชีวิตผมตอนนั้นสำคัญกว่าดาราซะอีกครับ ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยว่ากัน</p>
<p>ตลอดช่วงเวลาที่เตรียมเอกสารก่อนเข้าไปนั่งรอสัมภาษณ์นั้น คิวของผมก็อยู่หลังดาราคนนี้ตลอดครับ ผมได้บัตรคิวที่ 215 ครับ ดาราคนนี้น่าจะได้เบอร์ก่อนผมแน่นอน ผมเดินเข้าไปนั่งรอในห้องสัมภาษณ์แถวรองสุดท้ายครับ ส่วนดาราคนนั้นนั่งเยื้องๆ อยู่ข้างหลังผม คนประกาศเรียกเบอร์ข้ามไปข้ามมานานมาครับ พอจะถึงเบอร์ผม ก็กระโดดไปที่เบอร์ 300 กว่าๆ ไรงี้ครับ ผมใช้เวลานั่งรอนานมาก ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงน่าจะได้ จะบ้าตายคนกำลังเครียดต้องมานั่งรอเวลาขึ้นเขียงอีก เป็นช่วงเวลาที่ทรมาณมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ คนประกาศเรียกเบอร์รอบๆ ผมหมดเกลี้ยงเลยครับ เหลือแต่เบอร์ 213 กับเบอร์ 215 หันไปมองที่ดาราคนนั้น คิดว่าเค้าน่าจะได้เบอร์ 213 นี่แหละครับ แต่ก็ไม่ชัวว์ว่าเค้าจะได้เบอร์ 213 จริงหรือเปล่านะครับ</p>
<p>สักพักผ่านไป เค้าประกาศเรียกเบอร์ 213 ครั้งที่ 1 เงียบครับไม่มีคนลุก หันไปยังจุดเป้าหมายที่ดาราคนนั้น อ่าวหลับอยู่นี่นา เรียก 213 ครั้งที่ 2 ยังนิ่งอยู่อีกท่าทางจะฝันดีแฮะ คิดในใจถ้าเรียกอีกทีแล้วไม่ลุกจะเดินไปปลุกและ เพราะคงเป็นเบอร์ของเค้าชัวว์ๆ เรียก 213 ครั้งที่ 3 ผมรีบลุกเดินไปปลุกเธอเลยครับ แต่ดันเดินไปชนเก้าอีกตัวอื่นเสียงดังจนเธอตื่นเอง แล้วเธอหันมามองหน้าผมแบบค้อนๆ คงคิดในใจ ทำไรเสียงดังรบกวนคนจะหลับจะนอน ทันไดนั้นเสียงประกาศเรียก 215 ก็ดังขึ้น เบอร์ผมนี่หว่า ไม่ทันและ ผมต้องไปขึ้นเขียงแล้ว ขอแซงคิวหน่อยแล้วกันนะ</p>
<p>ผมเข้าไปที่ช่องสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ แล้วคนสัมภาษณ์ก็ทักทายผมเป็นภาษาอังกฤษครับ คำถามก็ไม่มีอะไรมาครับ แปลเป็นไทยได้ว่า จะไปทำอะไร ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จะไปกี่นาน มีใครรู้จักบ้างป่าว ผมก็ตอบกลับไปเป็นภาษาอังกฤษตามได้ที่เตรียมตัวมาคร่าวๆ ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจ ตาไม่ว๊อกแว๊กครับ โอเคขอโชคดีนะครับ เค้าบอกผมเป็นภาษาไทยกลับมา ยืนงงอยู่แปบนึง เค้าหมายถึงว่าเราผ่านใช่มั่ยเนี่ย ปั้มลายมือตรงนี้นะ ตื่นเต้นมากครับ เค้าให้ทำอะไรก็ทำหมด จนลืมถามไปว่าได้กี่ปี พูดได้แต่ Thank you!! แล้วก็ Thank you!! ครับ ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากออก เย้เราทำได้แล้ว</p>
<p>หันมากลับข้างหลังเจอดาราคนนั้นมายืนขอคิวคืนอยู่ ผมหันไปแซวเธอว่า ท่าหลับเมื่อกี้อะ เรารับไม่ได้จริงๆ เธอหันมายื้มแฮะๆ แบบจ๋อยๆ นาทีนั้นผมบอกได้เลยครับว่า ถ้าเธอไม่นั่งหลับในวันนั้น ผมอาจจะไม่ได้มาเมกาในวันนี้ก็ได้ครับ เพราะตลอดเวลาที่ผมนั่งรอนั้นผมกังวลแบบสุดๆ ครับ ช่วง 1 นาที่ก่อนผมสัมภาษณ์ ผมเจอสถานะการณ์แบบนั้น ความกังวลและความตื่นเต้นของผมไม่รู้มันหายไปไหนหมดครับตอนนั้น เพราะผมเองมัวแต่ไปกังวลเรื่องปลุกเธอให้ตื่นแทนอยู่ครับ เห็นเธอตื่นก็อดขำไม่ได้ เพราะมันตลกมากๆ ทำให้ตอนที่ผมสัมภาษณ์นั้น ผมตอบคำถามด้วยคนตอบคำถามแบบอารมณ์ดี มั่นใจ ไม่กังวล และหนักแน่น ยังไงผมขอขอบคุณดาราคนนั้นครั้งนะครับ</p>
<p>สัมภาษณ์เสร็จออกมา ผมก็ยืนคุยกับดาราคนนั้นประมาณ 10 นาทีได้ครับ แล้วก็แยกย้ายกันครับ หลังจากนั้น ผมกระหน่ำโทรไปบอกที่บ้าน บอกพ่อ บอกแม่ บอกเพื่อนสนิทของผมใหญ่เลยครับ ว่าผมได้ไปเมกาแล้ว มันเป็นความสุขครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งนึงในชีวิตของผม ที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลยครับ ความเหนื่อยทั้งหมดหายไปเกลี้ยงไปเลยครับ สรุปผมได้วีซ่ามา 5 ปีครับ และสิ่งที่ผมคอยบอกกับตัวเองเสมอ ในช่วงที่ผมเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าอยู่นั้นคือ<strong> ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมขอบอกให้โลกรู้ว่า ผมมีพลัง ผมจริงใจ ผมหนักแน่น และฝันของผมมันอยู่ที่ New York City ครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/30/i-wanna-be-a-new-yorker-part-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 4)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 May 2010 11:14:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[Internet]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[NYC]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=445</guid>
		<description><![CDATA[ตอน : เก็บเงินสานฝัน มาถึงสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เรามาเมืองนอกได้นั่นก็คือ ตังในกระเป๋า นั่นเองครับ สำหรับผมก็คิดในใจนะครับว่า ถ้าผมเป็นลูกคนเดียวหัวแก้วหัวแหวน ผมคงขอเงินก้อนแรกเพื่อไปเริ่มต้น เพื่อไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกได้ไม่อยากไม่ง่าย แต่นี่ผมมีพี่น้องตั้ง 5 คน เกือบครึ่งโหลแหนะครับ ทำอะไรก็ต้องแอบคิดถึงน้องๆ บ้าง ทำไงดี คิด คิด คิด... โอเค โอเค หมดเวลา เลิกคิดได้แล้ว ได้เวลาลุยกับความจริงก่อนที่ความฝันมันจะลอยหายไป ไม่สนและตั้งใจหาตังไปเมืองนอกดีกว่าเรา ผมเริ่มสมัครงานเพื่อจะได้ เรียนรู้ชีวิตการทำงานหลังจากจบมหาลัย และเป้าหมายที่สำคัญก็คือเพื่อผมจะเก็บตังไปเรียนภาษาที่เมืองนอก ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าตามที่วางแผนไว้ครับ แต่สำหรับผมมันไม่ง่ายเลย เพราะผมเรียนจบมาในสาขาที่เกี่ยวกับเลขครับ แต่งานที่อยากทำก็คือ สายงานทางคอมพิวเตอร์ เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว ผมเดินสมัครงานอยู่พักใหญ่ครับ แต่ไม่มีใครรับผมเลย เนื่องจากผมจบไม่ตรงกับสายงานที่เค้าต้องการ แอบเครียดอยู่สักพักนึงจะตกงานป่าวหว่าเรา สุดท้ายวันดีคืนดีมี โทรศัพท์เข้ามาเรียกให้ผมไปสัมภาษณ์ ที่สัมภาษณ์งานของผมเป็นร้าน Starbucks ในห้างแห่งหนึ่ง งงเหมือนกันทำไมพี่เค้าถึงมานัดสัมภาษณ์งานที่ Starbucks พี่เค้าเป็นคนชิวมากครับ พี่เค้าบอกผมว่าพี่รับน้องเข้าทำงานเลย น้องเหมือนพี่เลยจบมาไม่ตรงกับสายอาชีพ แต่อยากทำงานคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ผมอึ้งๆ แล้วแอบงงอยู่นิดนึง แต่งตัวหล่อๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอน : เก็บเงินสานฝัน</strong></p>
<p>มาถึงสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เรามาเมืองนอกได้นั่นก็คือ ตังในกระเป๋า นั่นเองครับ สำหรับผมก็คิดในใจนะครับว่า ถ้าผมเป็นลูกคนเดียวหัวแก้วหัวแหวน ผมคงขอเงินก้อนแรกเพื่อไปเริ่มต้น เพื่อไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกได้ไม่อยากไม่ง่าย แต่นี่ผมมีพี่น้องตั้ง 5 คน เกือบครึ่งโหลแหนะครับ ทำอะไรก็ต้องแอบคิดถึงน้องๆ บ้าง ทำไงดี คิด คิด คิด... โอเค โอเค หมดเวลา เลิกคิดได้แล้ว ได้เวลาลุยกับความจริงก่อนที่ความฝันมันจะลอยหายไป ไม่สนและตั้งใจหาตังไปเมืองนอกดีกว่าเรา</p>
<p>ผมเริ่มสมัครงานเพื่อจะได้ เรียนรู้ชีวิตการทำงานหลังจากจบมหาลัย และเป้าหมายที่สำคัญก็คือเพื่อผมจะเก็บตังไปเรียนภาษาที่เมืองนอก ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าตามที่วางแผนไว้ครับ แต่สำหรับผมมันไม่ง่ายเลย เพราะผมเรียนจบมาในสาขาที่เกี่ยวกับเลขครับ แต่งานที่อยากทำก็คือ สายงานทางคอมพิวเตอร์ เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว ผมเดินสมัครงานอยู่พักใหญ่ครับ แต่ไม่มีใครรับผมเลย เนื่องจากผมจบไม่ตรงกับสายงานที่เค้าต้องการ แอบเครียดอยู่สักพักนึงจะตกงานป่าวหว่าเรา<span id="more-445"></span></p>
<p>สุดท้ายวันดีคืนดีมี โทรศัพท์เข้ามาเรียกให้ผมไปสัมภาษณ์ ที่สัมภาษณ์งานของผมเป็นร้าน Starbucks ในห้างแห่งหนึ่ง งงเหมือนกันทำไมพี่เค้าถึงมานัดสัมภาษณ์งานที่ Starbucks พี่เค้าเป็นคนชิวมากครับ พี่เค้าบอกผมว่าพี่รับน้องเข้าทำงานเลย น้องเหมือนพี่เลยจบมาไม่ตรงกับสายอาชีพ แต่อยากทำงานคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ผมอึ้งๆ แล้วแอบงงอยู่นิดนึง แต่งตัวหล่อๆ ไปสอบทั้งข้อเขียนทั้งสัมภาษณ์งานก็แล้วตั้งนาน แต่ไม่มีใครเรียกตัวผมไปทำงาน มาสัมภาษณ์งานที่ Starbucks แถมกินกาแฟไปด้วย ดันได้งานทำซะงั้น โอเควะไม่มีทางเลือกและพี่เค้าให้โอกาสเราแล้ว ไม่อยากให้โอกาสหลุดไป ขอลองสักตั้งก็แล้วกันนะ</p>
<p>ตำแหน่งงานที่ผมได้ ก็คือ ตำแหน่งโปรแกรมเมอร์นั่นเองครับ แถมเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของบริษัทซะด้วย คิดในใจจะรอดมั้ยเนี่ยเรา เพราะมันเป็นบริษัทเล็กๆ ครับไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้โปรแกรมเมอร์เยอะแยะมากมาย แต่ที่ผมได้จากความเป็นบริษัทเล็กๆ นั่นก็คือ ผมต้องทำงานและแก้ปัญหาคนเดียว โดนที่ผมไม่มีเพื่อนร่วมงานให้ถามเลยแม้แต่คนเดียว แต่ผมต้องทำมันให้ได้และต้องทำมันให้ดีด้วย ผมกลับหอพักแทบทุกวัน ผมจะไปนั่งหาความรู้จากทาง Internet ว่าผมต้องทำอย่างไรที่ผมจะสามารถแก้ปัญหางานให้ผ่านไปได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีความรู้ และประสบการณ์จากการได้ลองทำอะไรคนเดียว และต้องแก้ปัญหางานคนเดียวให้ได้ครับ</p>
<p>ผมเอาความรู้ที่ได้นั้นไปหา ช่องทางทำเงินจากทาง Internet ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือ ผมมั่นใจว่าผมจะสามารถหารายได้เสริมทาง Internet บวกกับเงินเก็บที่ได้จากเงินเดือน เพื่อเอาไปเป็นเงินเริ่มต้นในการไปต่างประเทศได้ทันภายใน 2 ปี ผมล้มๆ ลุกๆ พยายามอยู่หลายรอบมากครับ 1 ปีผ่านไป ความรู้มากมายที่ผมมีนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้ผมได้ตังอะไรมากมายเลย แถมเสียตังอีก พูดง่ายๆ คือไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป เงินเก็บจากเงินเดือนก็ไม่มีครับเพราะเงินเดือนไม่มาก แต่เงินที่ต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน บวกกับค่าสังคมมันพอดีกับรายได้ซะทุกเดือนเลยครับ สรุปว่าปีแรกได้แต่ความรู้ เงินไม่เหลือ ความฝันที่จะเก็บเงินไปต่างประเทศก็ยังคงเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนเช่นเคย</p>
<p>ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมยืนอยู่ที่เดิมแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะความรู้และชีวิตของผมมันเริ่มที่จะหยุดอยู่กับที่ ความฝันของผมมันเริ่มจะวิ่งหนีผมออกห่างผมไปซะทุกที ทุกที เป็นจังหวะที่ไม่มีโอกาสอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ผมได้เห็นและลองใช้โอกาสเลย ผมตัดสินใจที่จะย้ายที่ทำงานใหม่ครับ คราวนี้ผมได้ทำงานในบริษัทที่ใหญ่ขึ้นครับ มีเพื่อนร่วมงานมากมาย ทำงานเป็นทีมมีคนคอยช่วยเหลือครับ แถมข้อสำคัญได้เงินเดือนมากกว่าบริษัทเดิมอีกนิดหน่อย โอเคขึ้นปีที่สองและ เรามาเริ่มต้นความฝันกันใหม่ หลังจากที่ปีแรกนั้น ผมเริ่มต้นความฝันของผมไม่ได้เลย</p>
<p>ผมใช้เวลาในการปรับ ตัวกับที่ทำงานใหม่สักพักครับ ผมยังคงพยายามหารายได้จากทาง Internet และหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อที่จะสานฝันของผมให้เป็นจริงใหม่แบบไม่ย่อท้ออีกครั้ง ที่นี่ผมมีเพื่อนมากมายครับ เงินเดือนที่ได้เพิ่มขี้นมานั้น ไม่ได้ช่วยให้ผมมีเงินเก็บขึ้นมาเลยครับ เพราะคนเยอะการสังสรรค์ก็เยอะตามไปด้วย บางเดือนเหมือนตัวเองจะติดลบไปซะนิดหน่อยด้วย ปุ๊บปั๊บ หันมามองเวลาอีกที ผ่านไปอีก 6 เดือน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมกับปีแรกครับ คือไม่มีอะไรดีขึ้นมาสักอย่าง นอกจากความรู้และประสบการณ์เท่านั้น ผมไม่สามารถที่จะสะกิดความฝันของผม ให้ตื่นขึ้นมาเป็นความจริงได้เลยแม้แต่น้อยครับ เหลือเวลาอีกแค่ 6 เดือนเท่านั้นแล้วสิเรา ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องออกมาเรียนรู้โลกภายนอกให้ได้ ทำไงดีเริ่มเครียดกับชีวิตมากกว่ารอบแรกซะอีกทีนี้</p>
<p>เหนื่อยแสน เหนื่อย ทั้งกายและใจ ทำอะไรไม่ได้จริงๆ ตอนนั้น นอกจากพยายามอีกสักตั้งก็แล้วกัน จากประสบการณ์ที่ผมได้มาจาการลองผิดลองถูกอยู่หลายๆ ครั้ง และจากความรู้ที่ผมได้ศึกษามาทั้งหมดนั้น ผมเริ่มต้นใหม่ด้วยการรับจ้างเขียนเว็บไซต์ขาย ทุกวันที่ผมทำงานเสร็จ ผมจะรีบกลับห้องพักไปเขียนเว็บไซต์ให้ลูกค้าของผมต่อ กว่าจะได้นอนก็ตี 1 ตี 2 ทุกคืนครับ เหนื่อยมากแต่ไม่ทีทางเลือกครับ ช่วงนั้นผมต้องขอบคุณน้องชายผมมากครับ ที่คอยช่วยเหลืองานบางส่วนของผม ไม่ค่อยมีเวลาพูดอะไรมากได้ลงมือทำอย่างเดียวครับ 6 เดือนผ่านไป ใช้เงินอย่างระมัดระวัง ประหยัด อดออม ทำงานหนักหน่อย มีเงินเก็บพอที่จะไปเริ่มต้นชีวิตในต่างแดนได้พอดิบพอดี ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยครับ ประมาณราคารถเก๋งครึ่งคันครับ</p>
<p>ผม ดีใจมากๆ คับที่ผมสามารถหาเงินก้อนที่จะไปเริ่มเรียนรู้ชีวิตในต่างแดน แต่ผมบอกได้คำเดียวครับ มันเหนื่อยมากๆ ครับ แต่เพราะความฝันมันเลยทำให้ผมเหนื่อยไม่ได้ครับ บทความตอนนี้ผมขอขอบคุณบริษัทที่ผมเคยทำงานด้วย ทั้งสองที่เลยนะครับ ที่เวลาเห็นผมไปทำงานสาย แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรผมมากมาย เพียงแค่โดนเรียกไปตักเตือนเป็นครั้งคราวเท่านั้นเองครับ จริงๆ แล้วผมนอนดึกนั่นเองแหละครับ แล้วก็ขอบคุณน้องชายแท้ๆ ของผมมากครับที่ช่วยเหลือผมมาตลอด จนผมสามารถหาเงินก้อนมาต่างประเทศได้ครับ</p>
<p>ช่วงเวลาของการหาเงินของเพื่อมาสร้างความฝันของผมให้เป็นจริงนั้น มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า <strong>การเก็บเงินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเก็บความฝันมันเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการเก็บเงินซะอีกครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/22/i-wanna-be-a-new-yorker-part-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 May 2010 09:07:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[Relax]]></category>
		<category><![CDATA[Top World City]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=431</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อผมเริ่มที่จะมาทำความฝันที่จะมา New York ให้ได้นั้น อุปสรรค์ต่างๆ นาๆ ก็เริ่มโถมเข้ามามากมาย อุปสรรค์หนึ่งก็คือเรื่องเงินครับ เพราะผมและครอบครัวของผมไม่รู้ว่า มาแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วมาถึงจะหาเงินมา Support ค่าใช้จ่ายได้จากทางไหนบ้าง แล้วทางที่มีนั้นจะทำได้จริงหรือเป่า บอกตรงๆ ว่าบ้านผมไม่ได้รวยครับมีแต่เงินหมุน ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ๆ ที่คิดจะใช้ก็ใช้เลยโดนไม่จำเป็น หรือใช้ไปแล้วมองไม่เห็นอนาคตของเงิน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้ก็สามารถแบ่งออกมาใช้ได้ครับ แน่นอนครับการมา New York คือลงทุนที่มองไม่เห็นภาพและอนาคตที่ชัดเจนใจสายตาของครอบครัวผม  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันเป็นอุปสรรค์ที่ใหญ่กว่าเรื่องเงินก็คือ อุปสรรค์ทางความคิดและสภาพแวดล้อมรอบข้าง ครอบครัวผมบอกผมว่า ได้เรียนจนจบมหาลัยก็บุญแล้ว แถวบ้านเราไม่มีใครได้เรียนสูงขนาดนี้หรอกนะ จะไปทำไมกันเมืองนอกเมืองนาทำไม อยู่เมืองไทยก็ดีถมเถไป ไปแล้วกลับมาจะทำไร ไปแล้วเราจะเอาภาษาที่ได้ไปใช้ทำอะไรบ้างหล่ะ ไปแล้วจะติดต่อกันยังไง จะไปกี่นาน ถ้าเกิดคนที่บ้านเป็นไรไปจะทำยังไง อันนี้เป็นคำถามที่ครอบครัวของผมถามผมมา แน่นอนครับผมมีคำตอบของผมที่ผมตอบไป แต่ครอบคัวของผมไม่ได้เข้าใจและคิดเหมือนที่ผมคิด ตอนแรกผมก็คิดไม่ออกที่จะแก้ปัญหานี้ยังไงนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ผมผ่านอุปสรรค์เหล่านี้ไปได้ ก็คือผมต้องใช้ทั้งเหตุผลและเวลา ผมรู้ว่ามันมีจุดที่ยอมรับและเข้าใจกันได้ แต่สุดท้ายผมก็ใช้เหตุผลและเวลามาทำให้ครอบครัวของผมค่อยๆ เข้าใจจนได้ ช่วงชีวิตที่ผมทำงานอยู่นั้นเวลาได้เงินมา ใครๆ ก็อยากจะใช้เงินครับ ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย ตามแฟร์ชั่น อยากได้นู่นอยากได้นี่ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยติดอยู่กับความคิดเหล่านี้ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่เพื่อนๆ สนิทของผมมีรถขับกันเรียกว่าแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ บางคนก็ซื้อเงินสดบางคนก็กำลังผ่อนอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อผมเริ่มที่จะมาทำความฝันที่จะมา New York ให้ได้นั้น อุปสรรค์ต่างๆ นาๆ ก็เริ่มโถมเข้ามามากมาย อุปสรรค์หนึ่งก็คือเรื่องเงินครับ เพราะผมและครอบครัวของผมไม่รู้ว่า มาแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วมาถึงจะหาเงินมา Support ค่าใช้จ่ายได้จากทางไหนบ้าง แล้วทางที่มีนั้นจะทำได้จริงหรือเป่า บอกตรงๆ ว่าบ้านผมไม่ได้รวยครับมีแต่เงินหมุน ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ๆ ที่คิดจะใช้ก็ใช้เลยโดนไม่จำเป็น หรือใช้ไปแล้วมองไม่เห็นอนาคตของเงิน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้ก็สามารถแบ่งออกมาใช้ได้ครับ แน่นอนครับการมา New York คือลงทุนที่มองไม่เห็นภาพและอนาคตที่ชัดเจนใจสายตาของครอบครัวผม  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันเป็นอุปสรรค์ที่ใหญ่กว่าเรื่องเงินก็คือ อุปสรรค์ทางความคิดและสภาพแวดล้อมรอบข้าง</p>
<p>ครอบครัวผมบอกผมว่า ได้เรียนจนจบมหาลัยก็บุญแล้ว แถวบ้านเราไม่มีใครได้เรียนสูงขนาดนี้หรอกนะ จะไปทำไมกันเมืองนอกเมืองนาทำไม อยู่เมืองไทยก็ดีถมเถไป ไปแล้วกลับมาจะทำไร ไปแล้วเราจะเอาภาษาที่ได้ไปใช้ทำอะไรบ้างหล่ะ ไปแล้วจะติดต่อกันยังไง จะไปกี่นาน ถ้าเกิดคนที่บ้านเป็นไรไปจะทำยังไง อันนี้เป็นคำถามที่ครอบครัวของผมถามผมมา แน่นอนครับผมมีคำตอบของผมที่ผมตอบไป แต่ครอบคัวของผมไม่ได้เข้าใจและคิดเหมือนที่ผมคิด ตอนแรกผมก็คิดไม่ออกที่จะแก้ปัญหานี้ยังไงนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ผมผ่านอุปสรรค์เหล่านี้ไปได้ ก็คือผมต้องใช้ทั้งเหตุผลและเวลา ผมรู้ว่ามันมีจุดที่ยอมรับและเข้าใจกันได้ แต่สุดท้ายผมก็ใช้เหตุผลและเวลามาทำให้ครอบครัวของผมค่อยๆ เข้าใจจนได้<span id="more-431"></span></p>
<p>ช่วงชีวิตที่ผมทำงานอยู่นั้นเวลาได้เงินมา ใครๆ ก็อยากจะใช้เงินครับ ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย ตามแฟร์ชั่น อยากได้นู่นอยากได้นี่ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยติดอยู่กับความคิดเหล่านี้ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่เพื่อนๆ สนิทของผมมีรถขับกันเรียกว่าแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ บางคนก็ซื้อเงินสดบางคนก็กำลังผ่อนอยู่ เวลาผมที่ไปไหนมาไหนกับเพื่อนผมมักจะติดรถเพื่อนๆ ไปนั่นแหละครับ บางครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกด้อยไปเหมือนกันครับ มีครั้งหนึ่งผมบอกกับตัวเองว่าผมจะต้องมีรถให้ได้ ผมตัดสินใจโทรไปคุยกับพ่อว่าผมจะเก็บตังผ่อนรถ คำตอบสั้นๆ ที่ผมได้มาจากพ่อในวันนั้นคือ รถจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ผมจำประโยคนี้ไปจนวันตายเลย หลังจากนั้นผมไม่เคยคิดที่จะมีรถอีกเลย ถ้ามันไม่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของผม เอาแหละติดรถเพื่อนเหมือนเดิมนี่แหละ ใครอยากว่าไรก็ว่าไป ผมรู้สึกว่าผมตัดสินใจถูกนะครับ เพราะถ้าผมมีรถในวันนี้ผมคงไม่ได้มาเรียนรู้ชีวิตความเป็น New Yorker ของผมเป็นแน่ คงกำลังหน้ามุยนั่งหาตังผ่อนรถอยู่แน่นอนครับ</p>
<p>เวลาที่เราทำงานมีเพื่อนร่วมงานเยอะๆ ทำงานหนักๆ มา สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องการก็คือการ Relax การได้ออกไปนู้นออกไปนี่ สังสรรค์กินเหล้ากินเบียร์ เที่ยวคลับเที่ยวบาร์ ปกติผมเป็นคนที่ใครชวนไปไหนก็ไป ผมก็หมดเงินไปเยอะอยู่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ความสุขที่ได้จากตรงนั้น ไม่ใช่ความสุขที่ยืนยาว และไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการได้ทำความฝันของผม ผมเริ่มที่จะควบคุมการสังสรรค์ ออกบ้างแต่ไม่ใช่ทุกครั้งไป ปฎิเสธเมื่อปฎิเสธได้ ออกเมื่อจำเป็น ผมรู้สึกว่าถ้าผมออกทุกครั้งไปผมจะค่อยๆ ลืมความฝันของผมไปทีละนิดละน้อย เพราะความฝันของผมอาจจะถูกกลืนไปโดยความสุขนั้นเอง</p>
<p>สำหรับผมผมเป็นคนที่ไม่มีใครครับ ส่วนตัวผมแล้วผมไม่ได้เสียใจนะครับ แต่ผมกลับดีใจซะมากกว่าที่ผมไม่มีแฟน มันทำให้ผมไม่มีข้ออ้างที่จะยึดติดอยู่กับใครสักคนหนึ่ง ผมมั่นใจว่าถ้าผมมีแฟนในวันนั้นผมคงจะไม่ได้มาเหยี่ยบ Top City in The World อย่าง New York City เป็นแน่  งั้นผมขอทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำก่อนที่ผมจะมีใครมาคอยบอกผมว่า อย่าไปเลยนะ</p>
<p>อุปสรรค์ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็คือ การที่เราลืมความฝันของตัวเองไป บางครั้งผมก็เคยลืมความฝันของผมไปเหมือนกัน ด้วยความเหนื่อยล้าต่างๆ นานา บางครั้งผมก็รู้สึกท้อแท้จนแบบว่า ไม่เป็นไรไม่ไปก็ได้อยู่เมืองไทยก็ได้ แต่จิตใต้สำนึกของผมมันพยายามบอกผมว่า <strong>ลุกขึ้นๆ เอกพล ถ้าโอกาสมันลอยผ่านไป มันจะกลับมาอีกไม่ได้แล้วนะ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/21/i-wanna-be-a-new-yorker-part-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)</title>
		<link>http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/</link>
		<comments>http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 May 2010 09:12:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ekapol</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Yorker]]></category>
		<category><![CDATA[AFS]]></category>
		<category><![CDATA[Go Inter]]></category>
		<category><![CDATA[New York City]]></category>
		<category><![CDATA[Visa]]></category>
		<category><![CDATA[Work & Travel]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iam.ekapol.com/?p=419</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ผมตั้งเป้าหมายกับชีวิตได้ว่า ผมจะต้องไปยืนบนจุดที่สูงสุด เพื่อให้ผมได้เห็นชีวิตที่มีความแตกต่างกันในทุกๆ ระดับ และเพื่อให้ผมสามารถที่จะยืนบนทุกๆ ส่วนของโลกใบนี้ได้ การเริ่มต้นฝันฝ่าเพื่อให้ผมได้เป็น New Yorker ก็ถึงเวลาเริ่มต้นขึ้น ตอนที่ผมคิดเรื่องนี้ผมเป็นช่วงเวลาที่ผม กำลังเรียนอยู่ปีสี่ ตอนนั้นก็แอบคิดเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับว่า ทำไมผมไม่มา Work &#38; Travel ที่ New York ก่อนหน้านี้ เพราะถ้าผมขอ Visa มา Work &#38; Travel ตอนเรียนปีสี่ คงจะไม่มีใครให้ผมแน่ๆ หรือได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะผมไม่มีพันธะผูกพันธ์ที่จะกลับเมืองไทยเพื่อเรียนต่อนั่นเอง มาคิดตอนนี้ก็คงจะสายไป สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ มีทางอื่นอีกมั้ย ที่จะทำให้เราได้ไปตามฝัน ผมก็พยายามเปิดเว็บไซต์ หาข้อมูลถาม โทรถามเพื่อนที่เคยมาโครงการแลกเปลี่ยนหรือ AFS ที่เมกา ถามเพื่อนที่เคยมา Work &#38; Travel พยายามอยู่พักใหญ่ครับ เพราะตั้งใจว่าจบปีสี่จะไปเลย ได้ข้อมูลมามากมาย แต่พอเริ่มเอาเรื่องนี้ไปคุยกับที่บ้าน ความฝันก็จบสลาย ซะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย สิ่งแรกที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยก็คือ ความกลัวครับ เพราะครอบครับของผมและญาติๆ ไม่เคยมีใครที่ออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือออกไปเที่ยวต่างประเทศเลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ผมตั้งเป้าหมายกับชีวิตได้ว่า ผมจะต้องไปยืนบนจุดที่สูงสุด เพื่อให้ผมได้เห็นชีวิตที่มีความแตกต่างกันในทุกๆ ระดับ และเพื่อให้ผมสามารถที่จะยืนบนทุกๆ ส่วนของโลกใบนี้ได้ การเริ่มต้นฝันฝ่าเพื่อให้ผมได้เป็น New Yorker ก็ถึงเวลาเริ่มต้นขึ้น</p>
<p>ตอนที่ผมคิดเรื่องนี้ผมเป็นช่วงเวลาที่ผม กำลังเรียนอยู่ปีสี่ ตอนนั้นก็แอบคิดเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับว่า ทำไมผมไม่มา Work &amp; Travel ที่ New York ก่อนหน้านี้ เพราะถ้าผมขอ Visa มา Work &amp; Travel ตอนเรียนปีสี่ คงจะไม่มีใครให้ผมแน่ๆ หรือได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะผมไม่มีพันธะผูกพันธ์ที่จะกลับเมืองไทยเพื่อเรียนต่อนั่นเอง มาคิดตอนนี้ก็คงจะสายไป สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ มีทางอื่นอีกมั้ย ที่จะทำให้เราได้ไปตามฝัน ผมก็พยายามเปิดเว็บไซต์ หาข้อมูลถาม โทรถามเพื่อนที่เคยมาโครงการแลกเปลี่ยนหรือ AFS ที่เมกา ถามเพื่อนที่เคยมา Work &amp; Travel พยายามอยู่พักใหญ่ครับ เพราะตั้งใจว่าจบปีสี่จะไปเลย ได้ข้อมูลมามากมาย แต่พอเริ่มเอาเรื่องนี้ไปคุยกับที่บ้าน ความฝันก็จบสลาย ซะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย<span id="more-419"></span></p>
<p>สิ่งแรกที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยก็คือ ความกลัวครับ เพราะครอบครับของผมและญาติๆ ไม่เคยมีใครที่ออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือออกไปเที่ยวต่างประเทศเลย เอาเป็นว่าไม่มีใครเคยนั่งเครื่องบิน ก่อนหน้าที่ผมเริ่มคุยเรื่องนี้กับที่บ้านเลยดีกว่าครับ ก็แน่นอนครับครอบครับคนทำไร่ทำสวน แค่ประเทศไทยยังไปไม่ทั่วเลย ต่างประเทศไม่ต้องพูดถึงครับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่บ้านกลัวก็คือ ที่บ้านไม่รู้ว่าเมืองนอกเป็นยังไง ค่าใช้จ่ายเป็นยังไง จะไปอยู่กับใคร จะติดต่อเราได้ยังไง ทุกอย่างคือสิ่งที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วย ที่ผมจะไปต่างประเทศในตอนนั้น แต่ยังดีที่ที่บ้านของผมยังไม่ได้ปฎิเสธว่าห้ามไป แต่ไม่เห็นด้วยเท่านั้นเองครับ เหมือนกับว่าตอนนั้นผมกำลังใช้ความคิดที่เป็นเด็กของผม สร้างความฝันให้ตัวเองเป็นจริงโดยไม่ถามใคร ความรู้สึกตรงนั้นถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็เหมือนกับ วันดีคืนดีรัฐบาลจะมาขอสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แถวบ้านของคุณ คุณก็คงจะไม่ตอบทันดีทันใดแน่นอนหรอกครับว่า สร้างตรงไหนก็ได้ตามสบายเลย แน่นอนครับคงต้องได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในหมู่บ้านก่อนเป็นแน่ถึงจะตั้ง โรงไฟฟ้าได้</p>
<p>ผมกลับมานั่งคิดใหม่อีกรอบว่าจะทำยังไงดี ผมไม่ควรที่จะคิดเองแล้วเออเองคนเดียว ผมควรที่จะเตรียมตัวของผมให้พร้อมมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ผมคิดเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ชีวิตผมช่วงนั้นผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ช่วงชีวิตที่จะได้ Go Inter เป็นแน่ เพราะขนาดไปดูดวงเค้ายังบอกผมเลยว่า ถ้าจะไปต่างประเทศคงจะต้องใช้ความพยายาม มากถึงมากที่สุด พยายามแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือไม่ ผมกลับมาคิดให้เวลากับตัวเองอีกครั้งเปลี่ยนแผนใหม่ เอาแหละงั้นเราทำงานเก็บเงินก่อนดีว่า ให้เราได้เรียนรู้ชีวิตการทำงานก่อน ให้เราเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ก่อน อีกสองปีผมจะกลับมาสร้างความฝันของผมใหม่ ผมจะไปด้วยตัวของผมเองและด้วยเงินของผมเอง และภายในสองปีนี้แหละที่ผมจะต้องทำให้ครอบครัวของผมเข้าใจ และยอมรับกับการที่ผมจะมาเรียนรู้โลกภายนอกให้ได้</p>
<p><strong>เอาแหละ 2 ปี ก็ 2 ปี คงไม่นานเกินไป ถึงเวลานั้นชีวิตของผมจะต้องยืน อยู่บนเส้นทางของ New Yorker ให้ได้</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iam.ekapol.com/2010/05/13/i-wanna-be-a-new-yorker-part-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

