ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 8)

Tuesday, June 15, 2010 3:43

ตอน : บินแรกของผม

ถึงเวลาที่ผมจะต้องบินจริงๆ แล้วหล่ะสิครับ ดีใจครับวันนั้นเป็นวันที่น้องๆ ของผมกลับบ้านมากินข้าวบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานๆ จะอยู่กันครบ 5 คนซะที ไม่ว่างก็ต้องกลับมาแล้วแหละมื้อสุดท้ายแล้วบังคับๆ กินข้าวเสร็จก็ไหว้รูปอาก๋งให้คุ้มครองหลานรักด้วยนะ หันไปไหว้อาม่าซะหน่อย อาม่าหนึ่งจะไปแล้วนะดูแลสุขภาพด้วย ไอ้เราก็ว่าจะไม่ร้องไห้ซะแล้ว อาม่าดันร้องไห้นำขึ้นมา ไอ้ผมก็เลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวซะงั้น กลายเป็นเอกพลคนขี้แยไปเลยเรา ภาพของอาม่าตอนนั้นผมจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ครับ จะให้ผมลืมได้ยังไงครับ ก็แม่ผมบอกว่าจำหน้าอาม่าไว้นะหนึ่ง กลับมาบ้านคราวหน้าไม่รู้จะได้เจออาม่าอีกหรือเปล่านะ

โอเค โอเค เลิกขึ้แยก็ได้เรา ขึ้นรถดีกว่า รถออกจากบ้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม กว่าๆ มีพ่อแม่ไปส่งด้วยครับ ไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ ครับ เวลาเช็คอินประมาณ เกือบๆ เที่ยงคืนได้ แน่นอนครับไม่เคยขึ้นเครื่องก็เลยต้องเผื่อเวลากันหน่อย ถึงสนามบินมีเพื่อนมาส่งประมาณ 5-6 คนได้ครับ รู้สึกดีดีมากๆ ครับ เพราะจำได้ว่าเคยมาส่งเพื่อนไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่บอกกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่วันนี้ขอเป็นวันของเราบ้างเถอะนะ พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ก็วันนั้นเองแหละครับ

คอยมองว่าสายการบินอยู่ตรงช่องไหนและเมื่อไหร่เคาเตอร์จะเปิด ได้เวลาที่เคาเตอร์เปิด ก็เดินตรงเข้าไปที่ช่องสายการบินแขกสายการบินหนึ่งคนแรกๆ เลยครับ เอ๊ะ!! ใครอยู่หลังเราว่า อ่าว!! แอบมีคนไทยมาต่อหลังเราด้วย แต่ว่าพวกเค้าจะไปไหนกันนะ ทำความรู้จักซะหน่อยดีกว่าเรา ได้ความมาว่าจะไปรัฐ New Jersey ที่ติดอยู่กับ New York ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่า New Jersey มันคืออะไรอยู่แถวไหน แต่ว่าพวกผมต้องไปลงที่สนามบิน JFK ก่อน ได้ยินแค่ JFK เท่านั้นแหละครับ จริงหรอไอ้น้อง พี่ก็ไปลงที่ JFK เหมือนกัน โอ้ยดีเลยน้อง พี่เพิ่งไปครั้งแรกยังไงตามๆ กันไปก็แล้วนะ โอเคครับพี่!! เฮ่อเรา เริ่มแสดงความเปิ่นต้องแต่ยังไม่บินเลยนะเรา

ตอนตรวจกระเป๋าได้แต่ นั่งลุ้นอยู่ครับว่าจะผ่านหรือเปล่า ไม่ได้กลัวน้ำหนักเกินหรอกครับ กลัวไอ้เจ้ากะทะขนมครกในกระเป๋าต่างหากครับ กลัวมันจะก่อเรื่องให้ตรวจกระเป๋าไม่ผ่านนั่นเองครับ พวกของเหลวผมก็ใส่ไปในกระเป๋า 2 ใบนั้นหมดครับ ไม่ได้เอาขึ้นเครื่องครับ ผมลืมเอากระเป๋าไปใส่ของจำเป็นเล็กๆ พวกติดตัวมาด้วยครับ อาที่ไปส่งผมเลยถอดกระเป๋าแม่ที่ค้าแบบที่เค้าใช้กันตามตลาดสด ให้ผมผูกติดตัวไว้ใส่เงินและเอกสารจำเป็นพวก ปากกา Passport , Visa, I-20 และใบ Boarding Pass ไว้ จะได้ไม่ต้องลุกไปหยิบในช่องเก็บของบนเครื่องครับ ผมว่ามันอะไรที่จำเป็นดีนะครับ

ผ่านไปอย่างเรียบร้อยสำหรับการตรวจ กระเป๋า ช่วงที่รอเวลาขึ้นเครื่องก็เลยเดินไปแลกเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเจ็บใจเอามากๆ เพราะค่าเงินดอลล่าร์ที่สนามบินวันนั้นดันถูกว่าที่ผมไปแลกมาซะอีก เจ็บใจๆ ประมาณตี 1 โอเค ล่ำลาพ่อแม่และญาติๆ ที่มาส่ง กอดพ่อแม่คนละทีก่อนไป แล้วเจอกันปีหน้าครับไม่ต้องเป็นห่วง เดินเข้าไปในสนามบินผ่านด่านตรวจคน ถ่ายรูปซะหน่อย หล่อป่าวไม่รู้ เดินต่อเข้าไปข้างใน ผมนี่ก็บ้านนอกจริงๆ ครับ เพิ่งรู้ว่าข้างในสนามบินมันเป็นร้านขายของหรูๆ เยอะแยะมากมาย ก็ตอนนั้นเองครับ

เดินไปตามทางจนถึงจุดที่นั่งรอขึ้นเครื่องอีก ตั้ง 1 ชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก มีทีวีข่าวภาษาอังกฤษเปิดอยู่ ตอนนั้นฟังไม่ออกหรอกครับ นั่งดูแก้เซ้งไปงั้นแหละครับ ได้แต่คิดว่ากลับมาจะต้องฟังให้ออก นั่งเบื่อๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาเดินขึ้นเครื่อง โชคดีครับได้นั่งติดหน้าต่างพอดี อยากมองท้องฟ้าเมืองไทยมานานแล้ว กับตันเดินมาตรวจผู้โดยสารว่ารัดเข็มขัดพร้อมออกแล้วยัง ได้เวลาเครื่องออก สำหรับคนที่นั่งเครื่องครั้งแรก ตอนที่เครื่องพุ่งขึ้นจากพื้นมันเป็นอะไรตื่นเต้นและน่าสนุกมากๆ ครับ ยังแอบจำความรู้สึกนั้นได้ครับ

ว้าวววว ท้องฟ้าเมืองไทยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง แสงไฟสว่างสวยงามเต็มไปหมด นั่งมองท้องฟ้าเมืองไทยจนลับตาผม แย่แล้วสิของผมของกินมาแล้ว กินก่อนๆ อร่อยมากๆ ครับเพราะตอนนั่งรอแอบหิวเอามากๆ หลังจากนั้นก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็สนามบินคูเวตเลยครับ แน่นอนครับลงจากเครื่องก็มองๆ คนไทยที่เจอก่อนขึ้นเครื่อง ไปไหนกันขอผมตามไปด้วย เดินไปก็เจอคนไทยรวมประมาณ 5-6 คนได้ มีเพื่อนแล้วเรา นั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ครับแอบเบื่อนิดหน่อย นิวน้ำก็หิวแต่ไม่กล้าซื้อไรเพราะซื้อไม่เป็น อดใจรอไปดื่มน้ำบนเครื่องดีกว่าเรา

บินต่ออีกทีไปเปลี่ยนเครื่องที่ London ครับ รอบนี้เริ่มเมื่อยแล้วครับนั่งมานานแสนนานครับ โอเคเดินไปด่านตรวจคนอีกรอบในสนามบิน London เดินผ่านเครื่องตรวจ ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ผ่านครับ ตายแล้วเราเกิดไรขึ้นเนี่ย เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเข็มขัดออกเครื่องก็ยังร้อง ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ ไม่ยอมหยุด เฮ่อจะรอดมั้ยเนี่ยเรา บอกให้ผมควักของในกระเป๋ากางเกงออกมาชูขึ้น มันเป็นเงินสดแบงค์ 100 ดอลล่าร์เป็นปึกครับ ทุกคนหัดมาทางผมหมดเลย ไม่ได้มองผมนะครับ เค้ามองเงินสดที่ผมถืออยู่ในมือนี่แหละครับ เพราะคงไม่มีใครกล้าถือเงินสดเป็นปึก แบบนั้นใส่กระเป๋ากางเกงมาหรอกครับ สุดท้ายก็มาเจอเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้เครื่องร้องไม่หยุดจนได้ มันคือสายสร้อยพระคล้องคอจากวัดที่ผมไปกราบไหว้มานั่นเอง เล่นเอาซะผมตกใจหมดเลยครับ

หลักจากเปลี่ยนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาบินต่อมายังนิวยอร์คครับ วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกค่อนข้างหนักทีเดียวครับ ผมมองออกไปข้างนอกไม่เห็นอะไรเลยครับ รวมเวลาที่เดินทางทั้งหมดก็ประมาณ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดีครับ เครื่องใกล้ลงแล้ว ใกล้ถึงแล้วสินะ ครึดดดดด ครึดดดดด ทันทีที่ล้อเครื่องลงแตะพื้น โลกของความฝันของผมก็จบลง ถึงแล้วสินะโลกแห่งความจริง กับโลกใบใหม่ของผมที่ New York City : The City Of My Life

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

Protected by WP Anti Spam