ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 5)

Sunday, May 30, 2010 5:27

ตอน : สัมภาษณ์วีซ่า

การเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าของผมนั้น ผมเตรียมตัวเรื่องเอกสารเองโดยไม่ได้ผ่านเอเจนซี่ เนื่องจากเพื่อนของผมบอกว่าทำเองก็ได้ไม่อยากหรอก ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้อะไรหรอกครับเพื่อนผมว่าไงผมก็ว่างั้น ผมเข้าใจว่าการขอวีซ่ามาเมกานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งผมต้องทำทุกอย่างเองก็แอบเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ถึงฝันถ้าขอวีซ่าไม่ผ่าน ช่วงนั้นผมศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอยู่พักใหญ่เลยครับ หลักๆก็จะเปิดเข้าห้อง ไกลบ้าน ของเว็บพันทิพย์ แล้วก็บล็อกของคุณ Susie ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่ามาเมกาครับ 2 เว็บนี้ เป็นเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังเครียมตัวมาเมกาครับ วีซ่าที่ผมขอมานั้นเป็นประเภท F1 หรือวีซ่านักเรียนนั่นเอง เป็นวีซ่าที่มาแล้วต้องมาเรียนอย่างเดียวห้ามทำงาน งานแอบทำได้ครับแต่ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาก็อาจจะโดนได้ แต่จริงๆผมไม่เคยเห็นเค้ามาตรวจนะครับ เพราะคนไทยที่มาที่นี่ก็ถือวีซ่า F1 แล้วทำงานร้านอาหารไทยกันทั้งนั้นครับ

หลังจากเตรียมเอกสารและจองวันสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นช่วงของการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผมเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะคิดว่ากำลังจะเรียนภาษาก็น่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษด้วยนะ จะได้ดูเหมือนว่าเรามาเรียนจริงๆ อิอิ ช่วงก่อนสัมภาษณ์ทุกวันผมจะเปิดอ่านในพันทิพย์ มีกระทู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอวีซ่าเยอะมากครับ ผมก็คอยติดตามว่าเค้ามีคำถามอะไรบ้างที่พอจะเป็นประโยชน์ ถ้าโดนยิงคำถามมาแบบนี้เราจะตอบอะไรกลับไปดีนะ ผมจดเป็นข้อๆ เลยก็ว่าได้ครับ ถามแบบนี้มาให้ตอบประมาณนี้ไปนะ อะไรประมาณนั้นครับ บางคนที่ผมอ่านดูก็สัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ ผมก็เข้าไปอ่านดูว่า ทำไมเค้าถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่านกัน ถ้ารู้แล้วก็จดไว้อีกชุดนึง ว่าห้ามตอบแบบนี้นะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะครับผมว่า เพราะแต่ละคนในคำถามและคำตอบแบบเดียวกัน ผลออกมาอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเอกสาร คนสัมภาษณ์ ตัวผู้สัมภาษณ์เอง แล้วก็บวกดวงนิดหน่อยครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสำคัญไม่น้อยเลยก็คือ ความมั่นใจครับ ถ้าทุกอย่างพร้อมแต่ตอบคำถามแบบไม่มั่นใจ ก็อาจจะแห้วจากวี่ซ่าได้นะครับ

มาถึงวันที่ผมต้องไปสัมภาษณ์วีซ่าครับ บอกตรงๆ ว่าคืนก่อนไปสัมภาษณ์นั้นผมนอนแทบไม่หลับเลยครับ ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล คิดในใจถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่านนี่จะทำไงต่อดีหว่า สิ่งที่เตรียมตัวมาทั้งหมดจะทำยังไงดี แล้วความฝันของผมหล่ะจะทำไงดี เฮ่อยิ่งคิดยิ่งกังวล เอาแหละถึงไหนถึงกัน ผ่านก็ผ่านไม่ผ่านก็ค่อยว่ากันใหม่ หมดเวลลาคิดมากแล้วเรา ตื่นแต่เช้าไปถึงสถานทูต 8 โมงเช้า โอ้โห คนรอสัมภาษณ์กันยาวเยียดเลยครับ ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น ไว้พระแล้วก็ไหว้อีกไม่รู้จักกี่รอบ เหลือบมองไปข้างหน้า เอ๊ะ!! ใครยื่นอยู่หน้าเราหว่าคุ้นๆ แฮะ อ่าวดาราสาวนี่หว่าที่ยืนอยู่ข้างหน้าเรา ตอนนั้นเค้ากำลังดังเลยครับ (ขอไม่เอ่ยชื่อนะครับ คิดว่าหลายๆ คนรู้จักแน่นอนครับ) แต่ตอนนั้นไม่มีอารมณ์บ้าดาราครับ ในสมองมีแค่เรื่องสอบๆ ดาราส่วนดาราครับ ชีวิตผมตอนนั้นสำคัญกว่าดาราซะอีกครับ ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยว่ากัน

ตลอดช่วงเวลาที่เตรียมเอกสารก่อนเข้าไปนั่งรอสัมภาษณ์นั้น คิวของผมก็อยู่หลังดาราคนนี้ตลอดครับ ผมได้บัตรคิวที่ 215 ครับ ดาราคนนี้น่าจะได้เบอร์ก่อนผมแน่นอน ผมเดินเข้าไปนั่งรอในห้องสัมภาษณ์แถวรองสุดท้ายครับ ส่วนดาราคนนั้นนั่งเยื้องๆ อยู่ข้างหลังผม คนประกาศเรียกเบอร์ข้ามไปข้ามมานานมาครับ พอจะถึงเบอร์ผม ก็กระโดดไปที่เบอร์ 300 กว่าๆ ไรงี้ครับ ผมใช้เวลานั่งรอนานมาก ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงน่าจะได้ จะบ้าตายคนกำลังเครียดต้องมานั่งรอเวลาขึ้นเขียงอีก เป็นช่วงเวลาที่ทรมาณมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ คนประกาศเรียกเบอร์รอบๆ ผมหมดเกลี้ยงเลยครับ เหลือแต่เบอร์ 213 กับเบอร์ 215 หันไปมองที่ดาราคนนั้น คิดว่าเค้าน่าจะได้เบอร์ 213 นี่แหละครับ แต่ก็ไม่ชัวว์ว่าเค้าจะได้เบอร์ 213 จริงหรือเปล่านะครับ

สักพักผ่านไป เค้าประกาศเรียกเบอร์ 213 ครั้งที่ 1 เงียบครับไม่มีคนลุก หันไปยังจุดเป้าหมายที่ดาราคนนั้น อ่าวหลับอยู่นี่นา เรียก 213 ครั้งที่ 2 ยังนิ่งอยู่อีกท่าทางจะฝันดีแฮะ คิดในใจถ้าเรียกอีกทีแล้วไม่ลุกจะเดินไปปลุกและ เพราะคงเป็นเบอร์ของเค้าชัวว์ๆ เรียก 213 ครั้งที่ 3 ผมรีบลุกเดินไปปลุกเธอเลยครับ แต่ดันเดินไปชนเก้าอีกตัวอื่นเสียงดังจนเธอตื่นเอง แล้วเธอหันมามองหน้าผมแบบค้อนๆ คงคิดในใจ ทำไรเสียงดังรบกวนคนจะหลับจะนอน ทันไดนั้นเสียงประกาศเรียก 215 ก็ดังขึ้น เบอร์ผมนี่หว่า ไม่ทันและ ผมต้องไปขึ้นเขียงแล้ว ขอแซงคิวหน่อยแล้วกันนะ

ผมเข้าไปที่ช่องสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ แล้วคนสัมภาษณ์ก็ทักทายผมเป็นภาษาอังกฤษครับ คำถามก็ไม่มีอะไรมาครับ แปลเป็นไทยได้ว่า จะไปทำอะไร ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จะไปกี่นาน มีใครรู้จักบ้างป่าว ผมก็ตอบกลับไปเป็นภาษาอังกฤษตามได้ที่เตรียมตัวมาคร่าวๆ ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจ ตาไม่ว๊อกแว๊กครับ โอเคขอโชคดีนะครับ เค้าบอกผมเป็นภาษาไทยกลับมา ยืนงงอยู่แปบนึง เค้าหมายถึงว่าเราผ่านใช่มั่ยเนี่ย ปั้มลายมือตรงนี้นะ ตื่นเต้นมากครับ เค้าให้ทำอะไรก็ทำหมด จนลืมถามไปว่าได้กี่ปี พูดได้แต่ Thank you!! แล้วก็ Thank you!! ครับ ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากออก เย้เราทำได้แล้ว

หันมากลับข้างหลังเจอดาราคนนั้นมายืนขอคิวคืนอยู่ ผมหันไปแซวเธอว่า ท่าหลับเมื่อกี้อะ เรารับไม่ได้จริงๆ เธอหันมายื้มแฮะๆ แบบจ๋อยๆ นาทีนั้นผมบอกได้เลยครับว่า ถ้าเธอไม่นั่งหลับในวันนั้น ผมอาจจะไม่ได้มาเมกาในวันนี้ก็ได้ครับ เพราะตลอดเวลาที่ผมนั่งรอนั้นผมกังวลแบบสุดๆ ครับ ช่วง 1 นาที่ก่อนผมสัมภาษณ์ ผมเจอสถานะการณ์แบบนั้น ความกังวลและความตื่นเต้นของผมไม่รู้มันหายไปไหนหมดครับตอนนั้น เพราะผมเองมัวแต่ไปกังวลเรื่องปลุกเธอให้ตื่นแทนอยู่ครับ เห็นเธอตื่นก็อดขำไม่ได้ เพราะมันตลกมากๆ ทำให้ตอนที่ผมสัมภาษณ์นั้น ผมตอบคำถามด้วยคนตอบคำถามแบบอารมณ์ดี มั่นใจ ไม่กังวล และหนักแน่น ยังไงผมขอขอบคุณดาราคนนั้นครั้งนะครับ

สัมภาษณ์เสร็จออกมา ผมก็ยืนคุยกับดาราคนนั้นประมาณ 10 นาทีได้ครับ แล้วก็แยกย้ายกันครับ หลังจากนั้น ผมกระหน่ำโทรไปบอกที่บ้าน บอกพ่อ บอกแม่ บอกเพื่อนสนิทของผมใหญ่เลยครับ ว่าผมได้ไปเมกาแล้ว มันเป็นความสุขครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งนึงในชีวิตของผม ที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลยครับ ความเหนื่อยทั้งหมดหายไปเกลี้ยงไปเลยครับ สรุปผมได้วีซ่ามา 5 ปีครับ และสิ่งที่ผมคอยบอกกับตัวเองเสมอ ในช่วงที่ผมเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าอยู่นั้นคือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมขอบอกให้โลกรู้ว่า ผมมีพลัง ผมจริงใจ ผมหนักแน่น และฝันของผมมันอยู่ที่ New York City ครับ

Related Articles

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply