ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 3)
Friday, May 21, 2010 5:07เมื่อผมเริ่มที่จะมาทำความฝันที่จะมา New York ให้ได้นั้น อุปสรรค์ต่างๆ นาๆ ก็เริ่มโถมเข้ามามากมาย อุปสรรค์หนึ่งก็คือเรื่องเงินครับ เพราะผมและครอบครัวของผมไม่รู้ว่า มาแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วมาถึงจะหาเงินมา Support ค่าใช้จ่ายได้จากทางไหนบ้าง แล้วทางที่มีนั้นจะทำได้จริงหรือเป่า บอกตรงๆ ว่าบ้านผมไม่ได้รวยครับมีแต่เงินหมุน ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ๆ ที่คิดจะใช้ก็ใช้เลยโดนไม่จำเป็น หรือใช้ไปแล้วมองไม่เห็นอนาคตของเงิน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้ก็สามารถแบ่งออกมาใช้ได้ครับ แน่นอนครับการมา New York คือลงทุนที่มองไม่เห็นภาพและอนาคตที่ชัดเจนใจสายตาของครอบครัวผม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันเป็นอุปสรรค์ที่ใหญ่กว่าเรื่องเงินก็คือ อุปสรรค์ทางความคิดและสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ครอบครัวผมบอกผมว่า ได้เรียนจนจบมหาลัยก็บุญแล้ว แถวบ้านเราไม่มีใครได้เรียนสูงขนาดนี้หรอกนะ จะไปทำไมกันเมืองนอกเมืองนาทำไม อยู่เมืองไทยก็ดีถมเถไป ไปแล้วกลับมาจะทำไร ไปแล้วเราจะเอาภาษาที่ได้ไปใช้ทำอะไรบ้างหล่ะ ไปแล้วจะติดต่อกันยังไง จะไปกี่นาน ถ้าเกิดคนที่บ้านเป็นไรไปจะทำยังไง อันนี้เป็นคำถามที่ครอบครัวของผมถามผมมา แน่นอนครับผมมีคำตอบของผมที่ผมตอบไป แต่ครอบคัวของผมไม่ได้เข้าใจและคิดเหมือนที่ผมคิด ตอนแรกผมก็คิดไม่ออกที่จะแก้ปัญหานี้ยังไงนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ผมผ่านอุปสรรค์เหล่านี้ไปได้ ก็คือผมต้องใช้ทั้งเหตุผลและเวลา ผมรู้ว่ามันมีจุดที่ยอมรับและเข้าใจกันได้ แต่สุดท้ายผมก็ใช้เหตุผลและเวลามาทำให้ครอบครัวของผมค่อยๆ เข้าใจจนได้
ช่วงชีวิตที่ผมทำงานอยู่นั้นเวลาได้เงินมา ใครๆ ก็อยากจะใช้เงินครับ ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย ตามแฟร์ชั่น อยากได้นู่นอยากได้นี่ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยติดอยู่กับความคิดเหล่านี้ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่เพื่อนๆ สนิทของผมมีรถขับกันเรียกว่าแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ บางคนก็ซื้อเงินสดบางคนก็กำลังผ่อนอยู่ เวลาผมที่ไปไหนมาไหนกับเพื่อนผมมักจะติดรถเพื่อนๆ ไปนั่นแหละครับ บางครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกด้อยไปเหมือนกันครับ มีครั้งหนึ่งผมบอกกับตัวเองว่าผมจะต้องมีรถให้ได้ ผมตัดสินใจโทรไปคุยกับพ่อว่าผมจะเก็บตังผ่อนรถ คำตอบสั้นๆ ที่ผมได้มาจากพ่อในวันนั้นคือ รถจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ผมจำประโยคนี้ไปจนวันตายเลย หลังจากนั้นผมไม่เคยคิดที่จะมีรถอีกเลย ถ้ามันไม่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของผม เอาแหละติดรถเพื่อนเหมือนเดิมนี่แหละ ใครอยากว่าไรก็ว่าไป ผมรู้สึกว่าผมตัดสินใจถูกนะครับ เพราะถ้าผมมีรถในวันนี้ผมคงไม่ได้มาเรียนรู้ชีวิตความเป็น New Yorker ของผมเป็นแน่ คงกำลังหน้ามุยนั่งหาตังผ่อนรถอยู่แน่นอนครับ
เวลาที่เราทำงานมีเพื่อนร่วมงานเยอะๆ ทำงานหนักๆ มา สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องการก็คือการ Relax การได้ออกไปนู้นออกไปนี่ สังสรรค์กินเหล้ากินเบียร์ เที่ยวคลับเที่ยวบาร์ ปกติผมเป็นคนที่ใครชวนไปไหนก็ไป ผมก็หมดเงินไปเยอะอยู่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ความสุขที่ได้จากตรงนั้น ไม่ใช่ความสุขที่ยืนยาว และไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการได้ทำความฝันของผม ผมเริ่มที่จะควบคุมการสังสรรค์ ออกบ้างแต่ไม่ใช่ทุกครั้งไป ปฎิเสธเมื่อปฎิเสธได้ ออกเมื่อจำเป็น ผมรู้สึกว่าถ้าผมออกทุกครั้งไปผมจะค่อยๆ ลืมความฝันของผมไปทีละนิดละน้อย เพราะความฝันของผมอาจจะถูกกลืนไปโดยความสุขนั้นเอง
สำหรับผมผมเป็นคนที่ไม่มีใครครับ ส่วนตัวผมแล้วผมไม่ได้เสียใจนะครับ แต่ผมกลับดีใจซะมากกว่าที่ผมไม่มีแฟน มันทำให้ผมไม่มีข้ออ้างที่จะยึดติดอยู่กับใครสักคนหนึ่ง ผมมั่นใจว่าถ้าผมมีแฟนในวันนั้นผมคงจะไม่ได้มาเหยี่ยบ Top City in The World อย่าง New York City เป็นแน่ งั้นผมขอทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำก่อนที่ผมจะมีใครมาคอยบอกผมว่า อย่าไปเลยนะ
อุปสรรค์ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็คือ การที่เราลืมความฝันของตัวเองไป บางครั้งผมก็เคยลืมความฝันของผมไปเหมือนกัน ด้วยความเหนื่อยล้าต่างๆ นานา บางครั้งผมก็รู้สึกท้อแท้จนแบบว่า ไม่เป็นไรไม่ไปก็ได้อยู่เมืองไทยก็ได้ แต่จิตใต้สำนึกของผมมันพยายามบอกผมว่า ลุกขึ้นๆ เอกพล ถ้าโอกาสมันลอยผ่านไป มันจะกลับมาอีกไม่ได้แล้วนะ

ขาย iphone says:
July 28th, 2011 at 3:42 pm
โพสได้มีประโยชน์ดีครับ ผมขอเก็บไปอ่านต่อนะครับ