ผมขอเป็น New Yorker (ตอนที่ 2)
Thursday, May 13, 2010 5:12หลังจากที่ผมตั้งเป้าหมายกับชีวิตได้ว่า ผมจะต้องไปยืนบนจุดที่สูงสุด เพื่อให้ผมได้เห็นชีวิตที่มีความแตกต่างกันในทุกๆ ระดับ และเพื่อให้ผมสามารถที่จะยืนบนทุกๆ ส่วนของโลกใบนี้ได้ การเริ่มต้นฝันฝ่าเพื่อให้ผมได้เป็น New Yorker ก็ถึงเวลาเริ่มต้นขึ้น
ตอนที่ผมคิดเรื่องนี้ผมเป็นช่วงเวลาที่ผม กำลังเรียนอยู่ปีสี่ ตอนนั้นก็แอบคิดเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับว่า ทำไมผมไม่มา Work & Travel ที่ New York ก่อนหน้านี้ เพราะถ้าผมขอ Visa มา Work & Travel ตอนเรียนปีสี่ คงจะไม่มีใครให้ผมแน่ๆ หรือได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะผมไม่มีพันธะผูกพันธ์ที่จะกลับเมืองไทยเพื่อเรียนต่อนั่นเอง มาคิดตอนนี้ก็คงจะสายไป สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ มีทางอื่นอีกมั้ย ที่จะทำให้เราได้ไปตามฝัน ผมก็พยายามเปิดเว็บไซต์ หาข้อมูลถาม โทรถามเพื่อนที่เคยมาโครงการแลกเปลี่ยนหรือ AFS ที่เมกา ถามเพื่อนที่เคยมา Work & Travel พยายามอยู่พักใหญ่ครับ เพราะตั้งใจว่าจบปีสี่จะไปเลย ได้ข้อมูลมามากมาย แต่พอเริ่มเอาเรื่องนี้ไปคุยกับที่บ้าน ความฝันก็จบสลาย ซะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย
สิ่งแรกที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยก็คือ ความกลัวครับ เพราะครอบครับของผมและญาติๆ ไม่เคยมีใครที่ออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือออกไปเที่ยวต่างประเทศเลย เอาเป็นว่าไม่มีใครเคยนั่งเครื่องบิน ก่อนหน้าที่ผมเริ่มคุยเรื่องนี้กับที่บ้านเลยดีกว่าครับ ก็แน่นอนครับครอบครับคนทำไร่ทำสวน แค่ประเทศไทยยังไปไม่ทั่วเลย ต่างประเทศไม่ต้องพูดถึงครับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่บ้านกลัวก็คือ ที่บ้านไม่รู้ว่าเมืองนอกเป็นยังไง ค่าใช้จ่ายเป็นยังไง จะไปอยู่กับใคร จะติดต่อเราได้ยังไง ทุกอย่างคือสิ่งที่ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วย ที่ผมจะไปต่างประเทศในตอนนั้น แต่ยังดีที่ที่บ้านของผมยังไม่ได้ปฎิเสธว่าห้ามไป แต่ไม่เห็นด้วยเท่านั้นเองครับ เหมือนกับว่าตอนนั้นผมกำลังใช้ความคิดที่เป็นเด็กของผม สร้างความฝันให้ตัวเองเป็นจริงโดยไม่ถามใคร ความรู้สึกตรงนั้นถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็เหมือนกับ วันดีคืนดีรัฐบาลจะมาขอสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แถวบ้านของคุณ คุณก็คงจะไม่ตอบทันดีทันใดแน่นอนหรอกครับว่า สร้างตรงไหนก็ได้ตามสบายเลย แน่นอนครับคงต้องได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในหมู่บ้านก่อนเป็นแน่ถึงจะตั้ง โรงไฟฟ้าได้
ผมกลับมานั่งคิดใหม่อีกรอบว่าจะทำยังไงดี ผมไม่ควรที่จะคิดเองแล้วเออเองคนเดียว ผมควรที่จะเตรียมตัวของผมให้พร้อมมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ผมคิดเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ชีวิตผมช่วงนั้นผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ช่วงชีวิตที่จะได้ Go Inter เป็นแน่ เพราะขนาดไปดูดวงเค้ายังบอกผมเลยว่า ถ้าจะไปต่างประเทศคงจะต้องใช้ความพยายาม มากถึงมากที่สุด พยายามแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือไม่ ผมกลับมาคิดให้เวลากับตัวเองอีกครั้งเปลี่ยนแผนใหม่ เอาแหละงั้นเราทำงานเก็บเงินก่อนดีว่า ให้เราได้เรียนรู้ชีวิตการทำงานก่อน ให้เราเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ก่อน อีกสองปีผมจะกลับมาสร้างความฝันของผมใหม่ ผมจะไปด้วยตัวของผมเองและด้วยเงินของผมเอง และภายในสองปีนี้แหละที่ผมจะต้องทำให้ครอบครัวของผมเข้าใจ และยอมรับกับการที่ผมจะมาเรียนรู้โลกภายนอกให้ได้
เอาแหละ 2 ปี ก็ 2 ปี คงไม่นานเกินไป ถึงเวลานั้นชีวิตของผมจะต้องยืน อยู่บนเส้นทางของ New Yorker ให้ได้
rahat says:
May 16th, 2010 at 7:19 am
รอตอนที่สามอยู่นะครับ พี่สาย เอง
Ekapol says:
May 16th, 2010 at 1:43 pm
ขอบคุณครับ มีเวลาแล้วจะมาต่อนะครับ ฃ่วงนี้ยุ่งๆ อะครับ
Jum says:
June 7th, 2010 at 5:32 pm
หวัดดีจ๊ะ พี่อ่ะอยู่นิวยอร์คมาสองปีและ งานธรรมดาก็ลองทำมาแล้ว
ว่าจะลองทำร้านอาหารก็ไม่กล้าโทรไป เพราะไม่รู้เค้าจะรับหรือป่าว ส่วนใหญ่เค้าดูหรือป่าวจ๊ะ เผื่อพี่จะใจกล้าโทรไปมั่ง เคยได้ยินแต่ว่าเค้าไม่รับคนที่ไม่รู้จักอ่ะ จริงหรือป่าว ถ้าว่างช่วยตอบด้วยนะจ๊ะ
Ekapol says:
June 7th, 2010 at 11:45 pm
@ Jum สวัสดีครับผมว่าถ้าโทรไปโอกาสรับมีน่อยครับ ต้องหาที่อยู่ร้านแล้วไล่เดืนหาครับ ถ้าไปเจอจังหว่ะร้านขาดคนก็จะโชคดีไปครับ ต้ิองมั่นใจครับไม่มีอะไรน่ากลัวครับ เพราะเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนเดินไปสมัครงานครับ โชคดีครับ
Jum says:
June 8th, 2010 at 12:38 pm
ขอบใจน้องเอกมาก.. แล้วพี่จะลองดูคะ เพราะหางานปกติทั่วไปก็หายากมาก ต้องกล้า ๆ หน่อยเนอะ.. ขอให้น้องเอกมีความสุขมาก ๆ จ้า
Ekapol says:
June 9th, 2010 at 12:38 am
@ Jum ได้ครับๆไม่มีปัญหา มีความสุขเช่นกันครับ