Think Easy, Make It Simple

Monday, October 13, 2008 20:59

ปัญหาของคนส่วนใหญ่มักจะชอบคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ฉันทำไม่ได้หรอก มันยากเกินไปสำหรับฉัน ฉันโง่ ฉันไม่ได้เรียนมา กับปัญหาของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำอะไรหลายๆ อย่างเป็น ไม่กลัวเลยว่าฉันจะทำอะไรไม่ได้ สู้ตายทุกสถานการณ์ เราลองมาดูซิว่าคนสองกลุ่มคิดต่างกันอย่างไร

กลุ่มที่ 1 เป็นคนที่ไม่กล้าแม้จะเริ่มต้น กลัวการเริ่มต้นเป็นชีวิตจิตใจ จริงๆ คนกลุ่มนี้ ไม่ใช่ไม่เก่งนะ เพียงแค่ยังไม่ได้เริ่มต้นเท่านั้นเอง ถ้าหากคนกลุ่มนี้ลองเริ่มต้นที่จะทำอะไรสักอย่างอย่างตั้งใจ แน่นอนครับคงไม่มีทางสู้คนในกลุ่มที่สองได้แน่นอน แต่คนกลุ่มนี้เวลาที่เค้าคิดจะทำอะไร เค้าจะเริ่มต้นด้วยการคิดอะไรจากง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แล้วก็จะมีเครื่องหมายคำถามตามมาในหัวเต็มไปหมด แต่คนกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบก็คือ เค้าได้คิดและเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพื้นฐานง่ายๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป มีเวลานั่งคิดอะไร กับสิ่งที่พวกเค้าสงสัยในหัว ได้คิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ กันหลายๆ รอบ เดินไปทีละก้าว นับ 1 2 3 ... ทำไม่ได้ก็นับใหม่แล้วกัน จะไปคิดมากอะไรมากมาย เริ่มนับใหม่อีกก็ได้คงต้องมีสักวันแหละที่มันจะถึง 100

กลุ่มที่ 2 เป็นคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว และพร้อมจะเริ่มต้นทำอะไรก็ได้ ที่จะทำให้พวกเค้าประสบความสำเร็จ คนพวกนี้มักจะเกลียดการเดินจากจุดเริ่มต้น นับ 1 2 3 ... ก็จะไปเริ่มต้นใหม่ทำไมในเมื่อรู้อยู่แล้ว และมักที่จะ นับ 50 51 52 ... ถามว่าเกิดไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้มักจะมีอะไรพร่ำเพ้อแล่นอยู่ในสมองของพวกเค้า ฉันจะทำอย่างนู้นนะ ฉันจะทำอย่างนี้นะ แล้วก็ทำตามที่ได้คิดไปเรื่อยๆ ให้ถึง 100

ใครจะเป็นผู้ชนะหากจับคนทั้งสองกลุ่มนี้มาแข่งขันกัน?

แน่นอนครับเต่าคงเดินสู้กระต่ายไม่ได้หรอกครับ คนกลุ่มที่สองคงจะนับไปถึง 100 ด้วยเวลาไม่นาน ส่วนกระต่ายมีเวลาเดินไปเรื่อยๆ มีเวลาหันไปชมวิวข้างทางได้เห็นว่าข้างทางมีอะไรที่จะเก็บกินบ้าง แล้วก็เดินไปต่อเรื่อยๆ ให้ถึง 100 ซึ่งก็หมายถึงคนกลุ่มแรกก็สามารถเดินไปถึงเส้นชัยได้เหมือนกัน

แล้วมันต่างกันอย่างไรหล่ะ?

คนกลุ่มแรกมีเวลานั่งเรียนรู้อะไรที่พวกเค้ายังไม่รู้อีกมากมาย ได้เห็นว่าในเส้นทางที่พวกเค้าเดินไปนั้น มีอะไรที่พวกเค้าจะนำไปใช้ในอนาคตได้ ส่วนคนกลุ่มที่สองเก่งอยู่แล้ว และมักจะชอบคิดอะไรเกินความสามารถที่พวกเค้ามีอยู่ เดินไปถึงเส้นชัยโดยไม่ ได้เหลียวมองข้างทางเลยว่ามีอะไรบ้างที่พวกเค้าจะนำไปใช้ได้ในอนาคต

ตัวอย่าง สำหรับคนที่ทำธุรกิจ

การเดินมองข้างทางก็เหมือนกับการศึกษาพฤติกรรมของคน ศึกษาความต้องการของคนว่าคนต้องการอะไร แล้วนำความต้องการของคนมาเป็นจุดเริ่มต้นในการผลิต หรือทำสิ่งที่จะนำไปสู่รายได้อันมหาศาลในอนาคต พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับเราขายของให้กับคนที่อยากจะซื้อของนั่นเอง คงไม่ใช่เรื่องยากใช่มั้ยครับที่เราจะขายมัน?

ส่วนการที่เราเดินไปยังเป้าหมายเลย ผลิตสินค้าหรือบริการ ที่เราคิดว่ามัน Perfect มันเยี่ยมยอดไม่มีใครสู้ฉันได้หรอก ฉันรวยแน่ สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยแรงกายแรงใจและที่ขาดไม่ได้ก็คือ เงินลงทุนอันมหาศาลกับความหวังของชัยชนะที่รออยู่ตรงหน้า ถ้าถามว่าแล้วของของคุณดีจริงหรือ แน่นอนครับคงไม่มีใครเถียงว่าสินค้าและบริการของคุณไม่ดีของ คุณหน่ะเจ๋งอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าแล้วผู้บริโภคต้องการหรอ? คุณอาจจะขายไม่ได้เลยก็ได้ หรือขายแล้วไม่คุ้มกับมูลค่าการลงทุนอันมากมายมหาศาลทีเสียไป พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการขายสินค้าที่ผู้บริโภคไม่ต้องการ คงไม่ใช่เรื่องง่ายใช่มั้ยครับที่จะขายของที่ผู้ใช้ไม่ต้องการ ?

ตัวอย่าง สำหรับคนเขียนเว็บ

อันนี้เป็นประสบการณ์จริงๆ ผมเคยคิดที่จะทำเว็บใหญ่ๆ วางโครงสร้าง Design คิดอะไรไปซะเยอะแยะมากมาย คิดอะไรเผื่ออนาคตว่าต้องเป็นแบบโน้นนะ ต้องเป็นแบบนี้นะ Theme ไม่สวยเปลี่ยน Theme ใหม่ ดีกว่า เสียเวลาไป ไม่ต่ำกว่า 2 ปีแน่ๆ ผลตอบกลับมาคือ ไม่ได้อะไรเลยกับการลงทุนที่เพ้อเจ้อคิดไปเอง มัวติดอยู่กับกรอบความคิด ทั้งๆ ที่เรื่องง่ายๆ เรายังทำไม่ได้เลย เทียบกับอีกหลายๆ เว็บที่ระบบภายในไม่มีอะไรเลย หน้าเว็บก็งั้นๆ เห็นแล้วจะมีคนเข้าหรอ แต่เว็บพวกนี้กลับสามารถทำรายได้ต่อเดือนได้มายมากมหาศาล

Think Easy, Make It Simple

บทความนี้คงจะสรุปได้ง่ายๆ ว่าเราควรจะเริ่มต้นคิดอะไรจากง่ายๆ แล้วค่อยๆ ทำให้มันประสบความสำเร็จซะก่อน ดูผลตอบรับแล้วค่อยๆ เอากลับมาปรับปรุงแก้ไข ให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้เป็นหลัก เพราะคงไม่มีอะไรที่ทำในครั้งเดียวแล้วจะสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ 100% เป็นแน่ครับ

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

Protected by WP Anti Spam